
รัฐบาลยันไม่เบี้ยวหลังถอยนิรโทษ
รองโฆษกรัฐบาลยันไม่เบี้ยวหลังยอมถอยนิรโทษกรรมปัดสั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม
รองโฆษกรัฐบาลยันไม่เบี้ยวหลังยอมถอยนิรโทษกรรมปัดสั่งการให้ตำรวจใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุม
ร.ท. หญิง สุณิสา เลิศภควัต รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากการที่รัฐบาลได้ติดตามการประเมินสถานการณ์การชุมนุมโดย ศอ.รส. พบว่ามีประเด็นที่น่าเป็นห่วง คือ ขณะนี้ มีบางกลุ่มพยายามยกระดับการชุมนุม ให้เลยเถิดไปจากเป้าหมายในตอนแรก คือ การคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรม โดยปล่อยข่าวให้ผู้ชุมนุมหวาดระแวงว่า พรรคเพื่อไทยและวุฒิสมาชิกจะเบี้ยวหรือไม่รักษาสัญญา ที่ประกาศจะถอยในเรื่อง ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม ซึ่งรัฐบาลอยากให้ผู้ชุมนุมอย่ากังวลในเรื่องนี้ และขอให้รอดูการดำเนินการของวุฒิสภา เพราะนี่เป็นเรื่องที่ไม่สามารถเบี้ยวกันได้ เนื่องจาก เป็นการแสดงท่าทีของผู้เกี่ยวข้องโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย หรือ ประธานวุฒิสภา ซึ่งได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการดึงฟืนออกจากกองไฟ และจะยอมถอย เพื่อยุติความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับ ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรม
ดังนั้น จึงขอให้พี่น้องประชาชนอย่าได้หวาดระแวงประเด็นนี้ เพราะคงไม่มีใครกล้าเบี้ยวประชาชน เนื่องจาก ประชาชนคือคนสำคัญของประเทศที่ทุกฝ่ายต้องฟังเสียงและให้ความสำคัญ โดยเฉพาะพรรคการเมืองหรือนักการเมือง เพราะหากไม่รักษาสัจจะกับประชาชน ก็อาจจะล้มเหลวในการเลือกตั้ง
นอกจากนี้ ยังมีการปล่อยข่าวอีกว่า รัฐบาลจะสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม ซึ่งไม่มีมูลความจริงแต่อย่างใด เนื่องจาก น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบนโยบายแก่เจ้าหน้าที่อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายทำร้ายประชาชน แม้จะมีความคิดเห็นแตกต่างจากรัฐบาลก็ตามโดย นายกฯ ย้ำกับเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุม ด้วยความละมุนละม่อมและขอให้เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม และหลังจากนี้ เมื่อเงื่อนไขความขัดแย้งของผู้ชุมนุมหมดไปแล้ว ก็หวังว่าประชาชนจะให้โอกาสรัฐบาลได้เดินหน้าทำงานต่อไปเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน และเดินหน้าพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะโครงการลงทุนเพื่อปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ 2 ล้านล้านบาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ รองรับการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
ทั้งนี้ การที่ทุกฝ่ายยอมถอยคนละก้าว เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี สะท้อนให้เห็นว่า หากทุกคนลดทิฐิ และยึดประโยชน์บ้านเมืองเป็นหลัก ต่อให้มีความขัดแย้งในเรื่องใด ก็จะหาทางออกอย่างสันติวิธีได้ ตอนนี้ ก็เหลือแต่พรรคประชาธิปัตย์ ที่ต้องพิสูจน์ให้สังคมเห็นว่า จะเห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมือง หรือจะเห็นแก่ประโยชน์ของตัวเอง โดยการฉวยโอกาส ทำให้สถานการณ์ลุกลามบานปลาย เพื่อแย่งชิงอำนาจจากรัฐบาล โดยไม่สนใจว่าบ้านเมืองจะเสียหายทั้งนี้ ต้องอย่าลืมว่า ประเด็นที่ประชาชนเคลื่อนไหวออกมาเรียกร้อง คือ เรื่องกฎหมายนิรโทษกรรม ไม่ได้ ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้ นาย อภิสิทธิ์ กลับเป็นนายก ฯ หรือเพราะอยากให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล







