
ฟองสบู่รีเทิร์น
สถานการณ์การเมืองในบ้านเรากำลังร้อนระอุ ท่ามกลางความหวาดผวาว่าหากแตกหักกันอีกรอบงานนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่เบาแน่ๆ
สถานการณ์การเมืองในบ้านเรากำลังร้อนระอุ ท่ามกลางความหวาดผวาว่าหากแตกหักกันอีกรอบงานนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไม่เบาแน่ๆ
เพราะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ต้องบอกว่า อยู่ในช่วงที่เปราะบางเสียเหลือเกินอยู่แล้ว หากเจอพิษการเมืองถล่มเข้าอีกงานนี้มีโอกาสเมืองไทยเละเป็นโจ๊ก
เมื่อวานนี้ได้อ่านบทความของ เจสซี โคลอมโบ เป็นคอลัมนิสต์ของนิตยสารฟอร์บส์ นิตยสารแนวธุรกิจชื่อดังของสหรัฐ ในหัวเรื่องว่าเศรษฐกิจฟองสบู่ของไทยกำลังมุ่งหน้าสู่การซ้ำรอยเมื่อครั้งวิกฤตฟองสบู่ปี 2540 โดยมีสัญญาณของฟองสบู่มาจากหลายด้านหลายปัจจัย
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยจากภายนอกประเทศที่ประเทศไทยเป็นตลาดหนึ่งที่เกิดการไหลทะลักเข้ามาของทุนต่างชาติตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะฟองสบู่สินทรัพย์
นอกจากนี้ ก็ยังมีปัจจัยจากการดำเนินนโยบายของภาครัฐ อย่างเช่น นโยบายรถยนต์คันแรก อันเป็นสาเหตุหลักประการหนึ่งที่ทำให้ระดับหนี้ครัวเรือนของไทยพุ่งสูงขึ้นจนอยู่ระดับที่ 13.6% ต่อปี
ยิ่งไปกว่านั้น ฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ก็น่ากลัว โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียมที่ราคาพุ่งขึ้นเอาๆ
ขณะที่นโยบายของรัฐเองนั้นก็สร้างความเสียหายให้กับสถานะการคลังของรัฐบาลเองอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะนโยบายรถยนต์คันแรกที่บทความบอกว่าทำให้รัฐสูญเสียเงินจากการคืนภาษีรถยนต์ 1 แสนบาท รวมถึง 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ คูณเข้ากับ 31 บาท ก็ได้ราวๆ 7.7 หมื่นล้านบาท
นี่ยังไม่นับรวมกับความเสียหายจากนโยบายจำนำข้าวที่กลายเป็นภาวะขาดทุนแบบดินพอกหางหมูอีกนับแสนๆ ล้านบาท
เรียกว่าสถานะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในขณะนี้น่ากลัวอย่างที่เขาว่าจริงๆ ครับ มองไปทางไหนมีแต่หนี้ หนี้ และก็หนี้ ความเสี่ยงที่ฟองสบู่หนี้จะแตกนั้นมีมากเสียเหลือเกิน
แต่ผู้เขียนก็บอกว่า ไม่ใช่ไทยประเทศเดียวที่กำลังมีความเสี่ยงฟองสบู่อยู่ในขณะนี้ แต่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ประเทศอื่นๆ ก็กำลังเจอสถานการณ์คล้ายกัน
ไม่ว่าจะมาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อื่นๆ ส่วนเกาหลีใต้ที่ว่าเศรษฐกิจรุ่งๆ นั้น เมื่อสองวันก่อนธนาคารอูริ ไฟแนนซ์ โฮลดิง ธนาคารรายใหญ่สุดของเกาหลีใต้ในแง่ของสินทรัพย์ก็เจอกับปัญหาหนี้เสียครั้งใหญ่แล้ว จีนเองก็ไม่น้อยหน้ากับปัญหาหนี้เสียเช่นกัน
สถานการณ์จะว่าไปช่างคล้ายกับก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 จริงๆ ครับ เพียงแต่ต้องรอดูว่าประเทศไหนจะฟองสบู่แตกโพละก่อนกัน เมืองไทยมีโอกาสไม่น้อย ยิ่งมีไฟร้อนๆ จากการเมืองมาคอยลนก้นให้หวาดเสียวเล่นๆ
มีโอกาสใช้ชื่อวิกฤตต้มยำกุ้งรอบสองมากกว่าเพื่อน!







