
วิกฤตหนี้กรีซสะท้อนยุโรปเหนือ-ใต้ สะบั้น
..ทีมข่าวต่างประเทศ
ปัญหาหนี้สาธารณะของกรีซ ซึ่งขยายวงไปสู่โปรตุเกสและสเปน ไม่ได้สะท้อนให้เห็นเพียงปัญหาที่กำลังลุกลามเป็นวิกฤตการณ์ภาคการเงินในยุโรปเท่านั้น ทว่า กำลังเป็นชนวนแห่งความแตกแยกของการรวมกลุ่มก้อน
“สหภาพยุโรป” (อียู) และสกุลเงินเดี่ยว “ยูโร” เข้าไปทุกขณะเพราะแม้จะเป็นเผ่าพันธุ์คอเคซอยด์ที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายคลึงกัน นับถือศาสนาหลักคล้ายกัน มีวิถีชีวิตในแบบยูโรเปียนเช่นเดียวกัน แต่ทั้งหลายทั้งปวงก็ยังมี
“ความต่าง” ที่ทำให้เห็นว่าเหตุใดกรีซจึงตกอยู่ในสถานะหนี้ท่วมหัว เป็นตัวฉุดเศรษฐกิจยุโรปให้ย่ำแย่ลง ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเยอรมนี เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งและใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 4เป็นความต่างที่หลายฝ่ายไม่อยากพูดถึง เพราะความแตกต่างด้านสภาพ
“ภูมิศาสตร์” นั้น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจแก้ไข หรือพูดง่ายๆ ว่า ไม่อาจแก้ไขด้วยการย้ายประเทศได้ใครว่าการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจะมีเฉพาะในประเทศโลกที่ 3 กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วผู้ร่ำรวยอย่างยุโรปนี่แหละ ที่มีการแบ่งขั้วเหนือใต้ กันในทีระหว่าง
“ยุโรปเหนือผู้มั่งคั่ง” และ “ยุโรปใต้ผู้ด้อยพัฒนา” ซึ่งสามารถเปรียบเทียบความแตกต่างให้เห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมทั้งจากตัวเลข จีดีพี หนี้สาธารณะ วัยเกษียณอายุ การคอร์รัปชัน และการกินดีอยู่ดีของประชาชน“
พวกเขาใช้เงินกันอย่างกับเบี้ย วิกฤตของกรีซครั้งนี้ไม่เหมือนกับหายนะจากเหตุแผ่นดินไหว หรือภัยธรรมชาติ แต่นี่คือหายนะจากฝีมือมนุษย์ล้วนๆ” อิลโยนา ไรเชลท์ ชาวเยอรมันปลดเกษียณ เปิดเผยความรู้สึกกับเอพีเป็นความรู้สึกที่สอดคล้องกับความจริงว่า โลกรับรู้ถึงปัญหาหนี้สาธารณะในกรีซ รวมถึงโปรตุเกสและสเปน มาตั้งแต่ปลายปี 2552 ที่ผ่านมาแล้ว และทั้งที่รู้ว่าประเทศเหล่านี้ไม่อยู่ในสถานะที่จะแก้ปัญหาด้วยตัวเองได้
แต่ทั้งที่รู้ดีสหภาพยุโรป โดยเฉพาะกลุ่ม 16 ประเทศยูโรโซนที่ใช้สกุลเงินยูโรร่วมกัน กลับไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ จนสถานการณ์ของประเทศเหล่านี้ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะกรีซที่ถูกหั่นอันดับตราสารหนี้ลงมาเหลือแค่จังก์ หรือต่ำกว่าระดับการลงทุน ซึ่งหมายความว่ากรีซไม่สามารถระดมทุนด้วยทางการออกพันธบัตรรัฐบาลได้อีกต่อไป จนกว่าสถานะการคลังในประเทศจะดีขึ้น และได้รับการเลื่อนอันดับเครดิตกลับมาอีกครั้ง
นิวยอร์กไทมส์ได้ระบุถึงประเด็นหนึ่งภายใต้วิกฤตหนี้ยุโรปที่น่าสนใจว่า กลุ่มที่มีปัญหาหนี้สาธารณะพุ่งสูง คือ กรีซ โปรตุเกส สเปน และอิตาลีนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศในโซนยุโรปใต้เหมือนกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่อย่างใด
การมีภูมิรัฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่ทับซ้อนระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและคาบสมุทรบอลข่าน ภายใต้ภูมิอากาศที่อบอุ่นนั้น คือปัจจัยสำคัญของความต่างในลักษณะนิสัย การใช้ชีวิต ลักษณะการเมือง สภาพพื้นดิน การเกษตร และเศรษฐกิจในภาพรวมระหว่างยุโรปเหนือและยุโรปใต้
ในช่วงครึ่งศตวรรษสุดท้ายที่ผ่านมา การเมืองของกรีซถูกครอบงำโดย 2 ตระกูลใหญ่ คือ ปาปันดรีอูส์และคาราแมนไลส์เท่านั้น การเมืองกรีซมีคำเฉพาะเกิดขึ้นเช่นคำว่า Fakelaki ซึ่งหมายถึงซองเงินสินบน และคำว่า Rousfeti ซึ่งหมายถึงบุญคุณการเมือง ในสภาพการเมืองแบบยุโรปใต้ท่ามกลางปัญหาเรื่องความโปร่งใส
แม้ชาวกรีกในวันนี้จะภาคภูมิใจกับอารยธรรมตั้งแต่ครั้งกรีกโรมัน ผู้วางรากฐานของกฎหมายและการเมืองในยุโรป ทว่าในมุมมองของชาวยุโรปด้วยกันวันนี้ ชาวกรีกคือพวกใช้ชีวิตอย่างแสนสบาย ไม่มีวินัยการเงินการคลัง มีการบังคับใช้กฎหมายที่ย่อหย่อน และเกษียณอายุกันเร็วเกินควร
แม้กรีซจะกำหนดอายุวัยเกษียณที่ 60
–65 ปีสำหรับผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งแตกต่างจากเยอรมนีเพียง 2 ปี คือที่ 67 ปี ทว่าในทางปฏิบัติจริง ก็มีช่องต่างๆ มากมายที่ทำให้ชาวกรีกสามารถเกษียณอายุได้ก่อนหน้าถึง 10 ปีและปัญหาด้านวินัยการเงินการคลังที่ย่อหย่อนอย่างหนักของรัฐบาลกรีซ รวมไปถึงประเทศยุโรปใต้ ก็เป็นปัญหาสำคัญที่สุดที่ทำให้เพื่อนในกลุ่มยูโรโซนไม่เต็มใจช่วย
หากเปรียบเทียบสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีประเทศในกลุ่มประเทศยุโรปด้วยกัน จากการประเมินล่าสุดของบริษัท เอิร์นส์ แอนด์ยัง จะพบว่าภายในปี 2557 หนี้สาธารณะของอิตาลีจะพุ่งสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งถึง 126% ต่อจีดีพี ตามมาด้วย 2.กรีซ 116% 3.เบลเยียม 109% 4.โปรตุเกส 102% 5.ฝรั่งเศส 100%6.ไอร์แลนด์ 89% และ 7.สเปน 81% ขณะที่เยอรมนีซึ่งได้ชื่อว่าเป็นประเทศเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งที่สุดในยุโรป จะมีหนี้อยู่ที่ 74%
ผลสำรวจความเห็นของสถาบันอัลเลนบาซในเยอรมนี ระบุว่า ชาวเยอรมันถึง 2 ใน 3 ไม่ต้องการให้รัฐบาลนำเงินภาษีรัฐไปช่วยเหลือกรีซ สอดคล้องกับที่นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำเมืองเบียร์มองว่าหากช่วยไปก็คงยากที่จะได้เงินคืน เพราะสถานะของกรีซนั้นย่ำแย่เกินกว่าที่คิด และไม่สามารถตัดลดงบประมาณรายจ่ายลงได้อีกมากนัก ซึ่งท้ายที่สุดแล้วอาจต้องร้องขอให้มีการยกหนี้ให้ในที่สุด
แม้ท้ายที่สุดแล้ว กรีซคงจะได้รับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และเพื่อนบ้านในยุโรปรวม 4.5 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.97 ล้านล้านบาท) อย่างแน่นอน ทว่าปัญหาเรื่องความต่างในหมู่ชาวยุโรปด้วยกันเองจะยังคงเป็นปัญหาลามลึกต่อเนื่อง
หากวิกฤตหนี้ลามลึกต่อเนื่องไปถึงโปรตุเกส สเปน และอิตาลี ถึงขั้นที่ต้องร้องขอเงินกู้แบบเดียวกับกรีซ จะนำไปสู่เสถียรภาพของเงินยูโรอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะการทบทวนเรื่องการใช้เงินยูโรร่วมกัน ท่ามกลางแนวโน้มที่ประเทศย่ำแย่ทั้งหลายอาจต้องถอนตัวออกไป
เพราะหากเป็นความแตกต่างที่ไม่ยอมสงวน และก้าวข้ามขึ้นไปเพื่อไปสู่การร่วมกลุ่มสหภาพยุโรปที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงนั้น กลุ่มนอร์ดิกทางตอนเหนือและประเทศที่เศรษฐกิจแข็งแกร่งจริงๆ คงไม่มีใครอยากเปลืองตัว มารวมพวกลงเหวไปด้วยกัน







