
เมื่อกฏหมายต่างชาติมีผลกระทบโดยตรงกับสถาบันการเงินไทย
ในปัจจุบันการออกกฎหมายของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีผลกระทบอย่างกว้างขวางนอกเขตประเทศของตน กล่าวคือ นอกจากจะมีผลใช้บังคับในดินแดนและบุคคลในบังคับของตนแล้ว ยังมีผลใช้บังคับไปถึงประเทศอื่น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล รวมถึงสถาบันการเงินในประเทศอื่นๆ ด้วย
ในปัจจุบันการออกกฎหมายของประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ อาทิ ประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมีผลกระทบอย่างกว้างขวางนอกเขตประเทศของตน กล่าวคือ นอกจากจะมีผลใช้บังคับในดินแดนและบุคคลในบังคับของตนแล้ว ยังมีผลใช้บังคับไปถึงประเทศอื่น บุคคลธรรมดา นิติบุคคล รวมถึงสถาบันการเงินในประเทศอื่นๆ ด้วย
ภาษาทางกฎหมายเรียกว่า “Extraterritorial Jurisdiction” ซึ่งก็คือการออกกฎหมาย ที่มีผลใช้บังคับนอกอาณาเขตของตนเอง กรณีที่ประเทศสหรัฐอเมริกาออกกฎหมาย Foreign Account Tax Compliance Act (FATCA) เป็นภาษากฎหมายที่สลับซับซ้อน ลึกซึ้ง และยากที่จะทำความเข้าใจ ที่สำคัญที่สุดคือ การที่จะปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
อย่างไรก็ตาม ประชาคมโลกดูเหมือนจะก้าวผ่านจุดวิเคราะห์หรือถกเถียงว่ากฎหมายดังกล่าวมีความเป็นธรรมสำหรับสถาบันการเงินนอกประเทศสหรัฐอเมริกาหรือนอกอียูไปแล้ว ประเด็นสำคัญในตอนนี้คือ สถาบันการเงินไทยจะทำความเข้าใจและปฏิบัติตามกฎหมายดังกล่าวอย่างไร
บทความในตอนนี้ผมจะพยายามนำเสนอในภาพรวมว่ากฎหมายต่างประเทศดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อสถาบันการเงินในประเทศไทยอย่างไร และเราจะต้องเตรียมตัวรับมืออย่างไร
ตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า หาก FFI จะหลีกเลี่ยงการถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 30 FFI ต้องมาทำความตกลงกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หรือรัฐบาลของประเทศที่ FFI ตั้งอยู่ต้องมาทำความตกลงให้ความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
เราจึงมาดูกันต่อไปว่า หาก FFI จะต้องเข้าทำความตกลงร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาแล้ว FFI ต้องมีหน้าที่อะไรบ้าง หน้าที่ดังกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงการสรุปอย่างคร่าวๆ ซึ่งในรายละเอียดมีข้อกำหนดที่สลับซับซ้อนและปัญหาในทางปฏิบัติงานจริงอีกพอสมควร
FFI ต้องจดทะเบียนกับ Internal Revenue Service (IRS) เพื่อเป็น PFFI ภายในวันที่ 25 เม.ย. 2557 เพื่อเป็นสถาบันการเงินกลุ่มแรกที่เข้ามาทำความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
ในการจดทะเบียนเป็น PFFI นั้น FFI ต้องนำ FFI ในกลุ่มธุรกิจของตน (FFI ถือหุ้นอยู่ในอีก FFI หนึ่งเกินกว่า 51%) มาจดทะเบียนร่วมกันทั้งหมด ไม่สามารถแยกหรือเลือกจดทะเบียนได้ (Expanded Affiliated Group Rule)
เมื่อมีฐานะเป็น PFFI มีหน้าที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายร้อยละ 30 เมื่อต้องจ่ายเงินประเภท Withholdable Payment (ตามที่สรุปไว้ข้างต้น) ให้กับ FFI ที่ยังไม่เข้าทำความตกลงให้ความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และส่งรายงานให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกาทราบ
สำหรับบัญชีทางการเงินในปัจจุบันจนถึงวันที่ 1 ก.ค. 2557 (Preexisting Accounts)
PFFI ต้องไปทำการตรวจสอบว่าเจ้าของบัญชีจะเป็นผู้เข้าข่ายต้องสงสัยว่าจะเป็น U.S. Person หรือไม่ FATCA กำหนดตัวบ่งชี้บุคคลที่อาจเป็น U.S. Person (U.S. Indicia) ได้แก่ กรณีที่เจ้าของบัญชีมีสัญชาติหรือถิ่นที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา เกิดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุสถานที่ติดต่อเป็นที่อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือเบอร์โทรศัพท์ติดต่อที่ประเทศสหรัฐอเมริกา หรือมอบคำสั่งเป็นการทั่วไปให้โอนเงินไปยังบัญชีในประเทศสหรัฐอเมริกา มอบอำนาจให้บุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาจัดการบัญชีแทน หรือสั่งให้ส่งการติดต่อไปยังตัวแทนโดยเจ้าของบัญชีไม่ให้ที่อยู่ของตนไว้
หาก PFFI พบ U.S. Indicia ต้องให้เจ้าของบัญชีแสดงตนว่าเป็น U.S. Person หรือไม่ แล้วให้ PFFI รายงานให้ IRS ทราบ หากเจ้าของบัญชีไม่ให้ความร่วมมือในการแสดงตน FATCA สั่งให้ PFFI นั้นปิดบัญชีของเจ้าของบัญชีนั้นเสีย (Recalcitrant Account Holder)
ในกรณีที่เจ้าของบัญชีเป็นนิติบุคคลที่ไม่ใช่สัญชาติอเมริกัน และไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non Financial Foreign Entity NFFE) นิติบุคคลต้องแสดงตนว่ามีผู้ถือหุ้นเป็น U.S. Person โดยตรงหรือโดยอ้อมเกินกว่าร้อยละ 10 หรือไม่ และเช่นเดียวกันหากนิติบุคคลเจ้าของบัญชีไม่ให้ความร่วมมือในการแสดงตน FATCA ระบุให้ PFFI ปิดบัญชีของนิติบุคคลนั้น
อย่างไรก็ตาม หลักในการให้นิติบุคคล NFFE แสดงตนนั้น มีข้อยกเว้นหลายประเภท อาทิ รัฐบาล บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และบริษัทในเครือ และบริษัทที่มีรายได้ประเภทดอกเบี้ยหรือเงินปันผลน้อยกว่าร้อยละ 50 ของรายได้ทั้งหมด
บัญชีทางการเงินที่ต้องตรวจสอบ คือ บัญชีที่มีมูลค่าเทียบเท่ากับ 50,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับบุคคลธรรมดา และ 250,000 เหรียญสหรัฐ สำหรับนิติบุคคล นอกจากนี้ หากบัญชีมีมูลค่าเกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ FATCA จะมีวิธีการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น
PFFI ต้องแจ้งผลการตรวจสอบให้กับ IRS ทราบ ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 2558 สำหรับบัญชีที่มีมูลค่าเกิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐ และวันที่ 30 มิ.ย. 2559 สำหรับบัญชีที่เหลือ
สำหรับบัญชีทางการเงินที่เปิดตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2557 เป็นต้นไป PFFI จะต้องจัดให้ผู้เปิดบัญชีแสดงตนว่าเป็น U.S. Person หรือไม่ แต่ทั้งนี้ไม่ได้ห้าม PFFI ไม่รับ U.S. Person เป็นลูกค้า เพียงแต่ถ้าลูกค้าแสดงตนว่าเป็น U.S. Person ก็ให้ PFFI รายงานไปยัง IRS
ดังที่กล่าวข้างต้นว่าการทำความตกลงร่วมมือกับรัฐบาลประเทศสหรัฐอเมริกาสามารถทำได้สองวิธี คือ สถาบันการเงินไปทำความตกลงกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา หรือรัฐบาลของแต่ละประเทศไปทำความตกลงกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา วิธีหลังนี้เท่าที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันมีสองวิธี คือ
IGA โมเดล 1 คือ รัฐบาลต่างประเทศไปทำความตกลงเรื่อง FATCA กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยรัฐบาลต่างประเทศนั้นตกลงที่จะออกกฎหมายภายในบังคับให้สถาบันการเงินในประเทศของตนปฏิบัติตาม FATCA โดยให้สถาบันการเงินส่งรายงานให้กับรัฐบาลเพื่อส่งต่อไปยังรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
IGA โมเดล 2 ต่างกับ IGA โมเดล 1 ตรงที่สถาบันการเงินไม่ต้องส่งรายงานการตรวจสอบให้กับรัฐบาลของตน แต่ส่งให้กับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาโดยตรง
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า การไม่ทำความตกลงให้ความร่วมมือกับประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่อง FATCA จะทำให้สถาบันการเงินต่างประเทศได้รับผลกระทบในการประกอบธุรกิจถึง 3 ระดับด้วยกัน ซึ่งจะมีผลกระทบทางธุรกิจต่อสถาบันการเงินต่างประเทศอย่างรุนแรง อันทำให้รัฐบาลของหลายประเทศต้องรับเป็นเจ้าภาพในการเข้าทำความตกลงกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
เมื่อปฏิเสธไม่ได้ว่า FATCA จะส่งผลกระทบในการดำเนินธุรกิจของสถาบันการเงินไทย รัฐบาลไทย เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2556 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อความร่วมมือด้านภาษีอากรระหว่างประเทศและการปฏิบัติตาม FATCA ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกาตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และส่งร่างกรอบการเจรจาดังกล่าวเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป
สาระสำคัญของร่างกรอบเจรจาฯ มีเนื้อหาครอบคลุมดังนี้
1.หลักการทั่วไปเกี่ยวกับความตกลง FATCA ตลอดจนขอบเขตของความร่วมมือในด้านภาษีระหว่างประเทศคู่สัญญา
2.รูปแบบ ประเภทของข้อมูลทางบัญชี ธุรกรรมทางการเงิน การลงทุนและการประกันภัยที่ต้องมีการตรวจสอบและรายงานข้อมูลและที่ได้รับการยกเว้นตามความหมายของความตกลง FATCA
3.การกำหนดสถาบันการเงินและองค์กรที่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบบัญชีและรายงานข้อมูล และที่อาจได้รับการยกเว้นหรือผ่อนผัน
4.ขั้นตอนและวิธีการในการจัดส่งและการขอรับข้อมูลทางบัญชีที่เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน การลงทุน และการประกันภัย
5.ข้อกำหนดอื่นใดที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการดำเนินการตามความตกลง FATCA เพื่อให้การปฏิบัติตามความตกลง FATCA เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาต่อไปว่าการที่รัฐบาลไทยจะเข้าทำความตกลงกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาอาจจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 190 หรือไม่
หากรัฐบาลไทยไม่สามารถเข้าทำความตกลงกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาภายในระยะเวลาอันใกล้นี้ สถาบันการเงินในประเทศไทยจะต้องพิจารณาเข้าทำความตกลงเพื่อให้ความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตาม FATCA ด้วยตัวเองหรือไม่
นี่คือประเด็นสำคัญที่สถาบันการเงินไทยควรติดตาม







