
2556 ปลายปี...มีอะไรเป็นความหวัง
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้จัดงานสัมมนาย่อยรายไตรมาสให้กับลูกค้าของเรา ผมได้มีโอกาสพูดถึงว่าตลาดหุ้นในปีนี้ค่อนข้างแกว่งตัว ซึ่งความหวังหนึ่งของการลงทุนในยามตลาดผันผวน คือ การลงทุนหุ้นแบบสม่ำเสมอระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ ผมสรุปได้ดังนี้ครับ
บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ได้จัดงานสัมมนาย่อยรายไตรมาสให้กับลูกค้าของเรา ผมได้มีโอกาสพูดถึงว่าตลาดหุ้นในปีนี้ค่อนข้างแกว่งตัว ซึ่งความหวังหนึ่งของการลงทุนในยามตลาดผันผวน คือ การลงทุนหุ้นแบบสม่ำเสมอระยะยาวเพื่อวัยเกษียณ ผมสรุปได้ดังนี้ครับ
1.ออมก่อนใช้ ปัญหาของเราส่วนใหญ่ คือ มักจะ “ใช้ก่อนแล้วจึงคิดออม” แต่ถ้าจะวางแผนอย่างดีสำหรับการออมเพื่ออนาคตระยะยาวให้ได้ผล ผมได้แนะนำว่า “ออมก่อนแล้วจึงคิดใช้” จึงจะทำให้มีเงินออมทุกเดือนๆ จริงๆ
2.ลงหุ้นมากๆ ถ้ามีเวลาลงทุนเกิน 10 ปี จากตัวอย่างข้อมูลเปรียบเทียบการลงทุน ตั้งแต่ปลายปี 1998-2012 มีผลดังตารางที่ 1 มีข้อสังเกตที่น่าสนใจหลายประการดังนี้
2.1 ข้อมูล 12 ปีนั้น เป็นข้อมูลจริงและเป็นธรรม มีปีดีกับปีไม่ดีผสมผสานสลับกันไป มีถึง 2 ปีที่ตลาดหุ้นตกกว่า 40% ซึ่งเลวร้ายมาก เพราะท่านผู้อ่านลองนึกดู
ถ้า หุ้นลง 50% แล้ว ขึ้น 50% จากตอนต้น 100 ตก 50% เหลือ 50 (คิดจาก 100-50% ของ 100) เมื่อบวก 50% จะได้เพียง 75 (คิดจาก 50+50% ของฐานใหม่ 50)
ถ้า หุ้นลง 50% แล้วขึ้น 100% จากตอนต้น 100 ตก 50% เหลือ 50 (คิดจาก 100-50% ของ 100) เมื่อบวก 50% จึงจะได้ 100 (คิดจาก 50+100% ของฐานใหม่ 50) กลับมาเท่าเดิม
2.2 ผลของปีดีและไม่ดีผสมกัน ผลตอบแทนเฉลี่ยของหุ้น (Avg Return) ในระยะ 10-12 ปี ยังเห็นค่อนข้างสม่ำเสมอประมาณ 12-13% (ตามข้อมูลในช่อง d12-d14) อัตรานี้สอดคล้องกันในแทบทุกตลาดหุ้นทั่วโลก
2.3 หลายคนที่เคยรู้สึกว่าลงหุ้นแล้วเสี่ยง แต่ถ้าเทียบกันตามตารางนี้ จะเห็นว่าถ้าเราเริ่มด้วยเงิน 100 บาท ลงทุน ณ สิ้นปี 1998 ในหุ้น (คอลัมน์ c) ในพันธบัตร (คอลัมน์ e) หรือในเงินฝากธนาคาร (คอลัมน์ f) จะมีมูลค่าสิ้นสุด 594 บาท 219 บาท และ 142 บาท ตามลำดับ
แปลว่า ถ้าเราเริ่มด้วยเงิน 1 ล้านบาท การลงทุนหุ้นจะได้มูลค่าสิ้นสุดปีที่ 12 จำนวน 5.94 ล้านบาท แต่ถ้าลงพันธบัตรจะได้ 2.19 ล้านบาท และลงเงินฝากธนาคารจะได้เพียง 1.42 ล้านบาท เงินอาจจะหายไปร่วม 3.5 ล้านบาท! เมื่อเทียบกับการลงทุนในหุ้นได้
3.ลงทุนเวลานาน เพื่อการเกษียณอย่างมีคุณภาพ จะเสี่ยงน้อยลง หลายคนอาจจะเข็ดจากการ “เล่นหุ้น” ลงแล้วเจ็บ เจ็บแล้วถอย ส่วนใหญ่เป็นเพราะมักจะเข้าลงทุนแบบ
... รอหุ้นขึ้นมากๆ จนมั่นใจ แล้วค่อยเข้า
... ถือหุ้นเวลาเน่าๆ จนเศร้าใจ แล้วค่อยขาย
ทำให้มักจะ “เข้าซื้อตอนแพง” คือ ขึ้นมามากแล้ว และ “ออกจากหุ้นตอนถูก” คือ อารมณ์ทนไม่ไหวแล้ว ซึ่งขัดกับคาถาการลงทุนให้ประสบความสำเร็จว่า “ซื้อถูก...ขายแพง” แต่นักเก็งกำไรหน้าใหม่มักจะเป็น “ซื้อแพง...ขายถูก”
วิธีหนึ่งที่จะแก้ไขปัญหา คือ ลงทุนนานๆ นับ 10 ปี
ผมลองยกตัวอย่างเทียบกับการทอดลูกเต๋า การลงทุน 1 ปี เปรียบเหมือนทอดลูกเต๋าลูกเดียว 6 คือ โชคดี 1 คือ โชคไม่ดี ทอดลูกเดียวก็มีโอกาสขึ้น 6 ก็ได้ 1 ก็ได้ พอๆ กัน กับเลขอื่นๆ คือ 2, 3, 4, 5 ด้วย
แต่ถ้าเราทอด 10 ลูก แล้วเอามาหาค่าเฉลี่ยก่อน ค่าเฉลี่ยนั้นก็คงไม่ใช่ 6 หรือ 1 แต่คงเดาออกว่าน่าจะอยู่แถว 3 หรือ 4 มากกว่า เสมือนการลงทุน 10 ปี ผลตอบแทน “เฉลี่ย” จะมั่นคง มีเสถียรภาพ ไม่แกว่งมากเหมือนลงทุนสั้นๆ
4.ลงทุนกระจายความเสี่ยง อาจเป็นการลงทุนใน “กองทุนหุ้น” ถ้าเราลงหุ้นใดหุ้นเดียว หุ้นนั้นอาจมีวันที่ดีและวันที่ไม่ดี เช่น แม้แต่หุ้นธนาคารใหญ่ๆ เช่น Lehman Brother ก็ยังเจ๊งได้ หุ้นกิจการอย่าง Kodak ผู้นำฟิล์ม ก็ล้มละลายได้เช่นกัน เราจึงควรเรียนรู้ที่จะลงทุนกระจายความเสี่ยง เช่น การลงทุนผ่านกองทุน ซึ่งจัดการโดย บลจ.ต่างๆ หรืออาจลงทุนกองทุนดัชนี เช่น TDEX ซึ่งลงหุ้นตาม SET50 Index คือ เฉลี่ยในหุ้น 50 หุ้น ที่ถือว่าดีที่สุดในตลาด หรือกองทุนจัมโบ้ 25 ของ บลจ.ทหารไทย ก็ลงทุนในหุ้นประมาณ 25 หุ้นในตลาดหุ้นไทย
5.ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี รัฐบาลได้ให้ประโยชน์ภาษีเพื่อสนับสนุนการลงทุนระยะยาวมากทุกๆ รัฐบาล โดยให้ประโยชน์ในการหักลดหย่อนภาษีกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน RMF หรือกองทุน LTF ประเภทหุ้นก็ดี นอกจากได้ผลตอบแทนหุ้นที่กล่าวมาแล้ว ยังช่วยประหยัดภาษีด้วยอย่างมาก
6.ลงทุนด้วย “เงินสม่ำเสมอ” ทุกเดือน แทนที่จะลงทุน “เดือนละ 300 หน่วย” อาจลงทุน “เดือนละ 3,000 บาท” เพราะอีกเคล็ดลับหนึ่งของความสำเร็จ คือ การใช้เงินลงทุนเท่ากันในแต่ละรอบที่ลงทุนสะสม เพราะหลักทรัพย์มีราคาขึ้นสูง ลงต่ำ เช่น TDEX ตอนตลาดดีๆ เคยมีราคาถึง 10 บาท และตอนตลาดต่ำกว่านี้เคยอยู่ที่ 5 บาท
... ตอนหลักทรัพย์แพง คือ 10 บาท เงิน 3,000 บาท จะซื้อได้ 300 หน่วย
... ตอนหลักทรัพย์ถูก คือ 5 บาท เงิน 3,000 บาท จะซื้อได้ 600 หน่วย
จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ “เงินสม่ำเสมอ” ทำให้ได้ “หุ้นถูก” มากกว่า “หุ้นแพง” ต้นทุนเฉลี่ยก็จะถูกกว่า และช่วยให้การลงทุนในได้ผลตอบแทนดีขึ้น
ก็หวังว่าจะเป็นข้อแนะนำ กลยุทธ์การลงทุนที่น่าสนใจสำหรับ “มนุษย์เงินเดือน” ในฐานะ “มนุษย์เงินเดือน” มานานกว่า 29 ปีครับ (แม้ดูหน้าตาจะดูไม่ออกว่ามีประสบการณ์นานนนน ขนาดนั้น ... ฮา) ถ้าใครลงสูตรนี้ด้วยเงินสักเดือนละ 3,000 บาท ตั้งแต่อายุประมาณ 2530 ปี น่าจะมีเงินตอนเกษียณอย่างน้อยๆ 10 ล้านบาททีเดียวครับ!







