
เห็นแก่ชาติ
ในที่สุดทั่วโลกก็โล่งอกที่สภาคองเกรสของสหรัฐได้อนุมัติเพิ่มเพดานหนี้ ทำให้สหรัฐไม่ต้องผิดนัดการชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลก แต่ผลจากเรื่องนี้ประกอบกับเรื่องการอัดเงิน QE อย่างมหาศาล ทำให้ต้องกลับมาทบทวนกันแล้วว่าความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์สหรัฐในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยเริ่มมีการพูดถึง The Great Reset ที่ทั้งโลกจะต้องกลับมาพิจารณาระบบการเงินโลกและการลดบทบาทและความสำคัญของดอลลาร์สหรัฐในอนาคต ผลจากการเล่นการเมืองกันมากกว่าจะเห็นประโยชน์ของประเทศทำให้ความเชื่อถือในประเทศสหรัฐและเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีให้กับประเทศไทย
ในที่สุดทั่วโลกก็โล่งอกที่สภาคองเกรสของสหรัฐได้อนุมัติเพิ่มเพดานหนี้ ทำให้สหรัฐไม่ต้องผิดนัดการชำระหนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงไปทั่วโลก แต่ผลจากเรื่องนี้ประกอบกับเรื่องการอัดเงิน QE อย่างมหาศาล ทำให้ต้องกลับมาทบทวนกันแล้วว่าความน่าเชื่อถือของเงินดอลลาร์สหรัฐในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยเริ่มมีการพูดถึง The Great Reset ที่ทั้งโลกจะต้องกลับมาพิจารณาระบบการเงินโลกและการลดบทบาทและความสำคัญของดอลลาร์สหรัฐในอนาคต ผลจากการเล่นการเมืองกันมากกว่าจะเห็นประโยชน์ของประเทศทำให้ความเชื่อถือในประเทศสหรัฐและเงินดอลลาร์สหรัฐลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีให้กับประเทศไทย
เมื่อพูดถึงประโยชน์ของชาติแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงความจำเป็นที่จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งเป็นอุปสรรคในการเจรจากับต่างประเทศมาตลอด โดยเห็นว่าควรจะต้องแก้ไขเพื่อให้รัฐบาลทุกรัฐบาลมีความคล่องตัวในการเจรจากับต่างประเทศ โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังจะเข้าสู่เออีซี ที่จะต้องมีรายละเอียดที่จะต้องตกลงกันอีกมาก หากรอให้รัฐสภาอนุมัติทุกเรื่องจะต้องใช้เวลานานเกินไป และรัฐสภาอาจจะไม่เหลือเวลาที่จะพิจารณาร่างกฎหมายหรือเรื่องอื่นที่มีความสำคัญมากกว่า ดังนั้น จึงควรให้รัฐสภาอนุมัติเฉพาะเรื่องที่สำคัญๆ เท่านั้น ในสมัยที่ฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลก็เห็นปัญหาและมีความพยายามที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรานี้เช่นกัน
การที่ฝ่ายค้านหลายท่านรวมถึงผู้นำฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยก็เป็นสิทธิที่จะกระทำได้ แต่การที่ฝ่ายค้านพูดเบี่ยงประเด็นพาดพิงถึงผลประโยชน์ของแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลนั้น เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม เพราะจะทำให้การดำเนินการดังกล่าวที่ยากอยู่แล้วยิ่งยากขึ้นไปอีก โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่จะมีคำตัดสินคดีเขาพระวิหารของศาลโลก ซึ่งถ้าหากเห็นแก่ชาติแล้ว ควรจะมีการส่งเสริมให้มีการดำเนินการในเรื่องนี้ เพราะจะเป็นแหล่งพลังงานทดแทนในแหล่งเดิมที่กำลังจะหมดลง และช่วยให้ประเทศไทยไม่เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงทางพลังงานมากที่สุดตามที่ไออีเอได้เตือนแล้ว
ทั้งนี้ ผู้เขียนไม่ได้มีจุดประสงค์จะโจมตีทางการเมือง แต่อยากจะให้ข้อมูลพร้อมหลักฐานที่ได้รับมานานแล้ว และอยากให้ผู้นำฝ่ายค้านได้ออกมาชี้แจงด้วยว่า ในสมัยที่ผู้เขียนดำรงตำแหน่งอยู่ ได้รับจดหมายแจ้งอย่างเป็นทางการจากประเทศกัมพูชา เลขรับที่ 2443 ลงวันที่ 2 ก.ย. 2554 มีใจความสำคัญว่า ในรัฐบาลที่แล้วที่ท่านรองนายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในขณะนั้น แอบร้องขอไปเจอกับท่านรองนายกฯ ของประเทศกัมพูชา นายสกอัน ถึง 2 ครั้ง คือ ที่ฮ่องกง ในวันที่ 1 ส.ค. 2552 และที่เมืองคุนหมิง ประเทศจีน ในวันที่ 16 ก.ค. 2553 โดยอ้างว่าได้รับมอบหมายจากท่านนายกฯ นายอภิสิทธิ์ ขอให้มาเจรจาแทน ทั้งๆ ที่มีปัญหาความขัดแย้งกันอยู่ในขณะนั้น โดยท่านผู้นำฝ่ายค้านควรจะต้องชี้แจงว่า ได้มอบหมายให้ท่านอดีตรองนายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปพบเพื่อเจรจาจริงหรือไม่ มีรายละเอียดการเจรจาอย่างไร ทำไมต้องแอบเจรจา และสาเหตุใดที่หลังจากพบกันแล้ว รัฐบาลกัมพูชาถึงได้ไม่ชอบผู้นำฝ่ายค้านอย่างมาก เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สำคัญกับประโยชน์ของประเทศอย่างมาก การที่บุคคลระดับรองนายกฯ แอบไปเจรจากันนั้น ได้มีการแจ้งให้รัฐสภาได้รับทราบหรือไม่ จะเป็นการกระทำผิดตามมาตรา 190 ย้อนหลังหรือไม่ จึงอยากได้เกิดความชัดเจนและไม่อยากให้เรื่องนี้เป็นอุปสรรคในการที่จะเจรจากันในอนาคตที่ทั้งสองประเทศจะได้ประโยชน์ร่วมกัน โดยไทยจะได้ประโยชน์มากกว่ามากเพราะมีประชากรมากกว่า และยังมีความพร้อมมากกว่า ทั้งโรงงานแยกก๊าซและธุรกิจปิโตรเคมี และก็หวังว่าในที่สุดแล้วทั้งสองประเทศจะสามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้
อีกเรื่องหนึ่งที่ผู้เขียนอยากตั้งข้อสังเกต คือ หลังจากที่โออีซีดีออกมาระบุว่า ประเทศไทยและประเทศจีนมีโอกาสสูงที่จะพัฒนาไปเป็นประเทศที่รายได้สูงในอีก 20 ปีข้างหน้า โดยจะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน แต่ขณะเดียวกันสถาบันอนาคตไทยศึกษากลับออกมาบอกว่า ประเทศไทยมีปัญหาเต็มไปหมดและกำลังจะถอยหลัง และได้ให้ข้อมูลเป็นจำนวนมาก ซึ่งหลายเรื่องก็เป็นประโยชน์เพื่อจะได้นำไปแก้ไขปรับปรุง แต่ข้อมูลบางเรื่องก็ยังสับสน เช่น เรื่องการลงทุนจากต่างประเทศของปีที่แล้วที่ระบุว่ามีปริมาณลดลง แต่ในขณะที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ บอกว่ามีปริมาณอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนในปี 2555 สูงถึง 1.3 ล้านล้านบาท และในปีนี้ก็น่าจะถึง 1 ล้านล้านบาท ซึ่งก็ไม่ทราบว่าข้อมูลของใครไม่ถูกต้องกันแน่ แต่จากข้อมูลที่ได้รับ เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า การย้ายฐานการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยมีปริมาณที่ค่อนข้างมาก และข้อมูลจากบีโอไอก็ไม่น่าจะผิด และต่อมาได้มีการจัดสัมมนาในหัวข้อเรื่องจับชีพจรประเทศไทย โดยผู้บรรยายแทบทุกคนก็ออกมาพูดในทางลบกับอนาคตของประเทศ ทั้งๆ ที่ในอดีตหลายคนก็เคยร่วมทำงานกับรัฐบาลมาก่อน
การเสนอแนะเป็นสิ่งดี แต่อยากให้เสนออย่างสร้างสรรค์โดยไม่มีอคติ และไม่อยากให้มีการเมืองแอบแฝง







