
ไทยยอมเสียดินแดนให้เขมรอีกหรือ?
กระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 11 พ.ย. 2556 เวลา 10.00 น. ตรงกับเวลา 16.00 น. ในประเทศไทย หากเราจำได้ในปี 2505 ศาลโลกตัดสินให้เราเสียปราสาทพระวิหารให้เขมร ทั้งที่คนไทยก็รู้ดีว่าปราสาทพระวิหารเป็นของไทย
กระทรวงการต่างประเทศ แถลงว่า ศาลโลกนัดอ่านคำพิพากษาในวันที่ 11 พ.ย. 2556 เวลา 10.00 น. ตรงกับเวลา 16.00 น. ในประเทศไทย หากเราจำได้ในปี 2505 ศาลโลกตัดสินให้เราเสียปราสาทพระวิหารให้เขมร ทั้งที่คนไทยก็รู้ดีว่าปราสาทพระวิหารเป็นของไทย
มาคราวนี้คนไทยต้องรอคอยด้วยความกังวลว่าศาลโลกจะตัดสินออกมาอย่างไร รัฐบาลพยายามจะบอกคนไทยว่าไม่ว่าศาลโลกตัดสินออกมาอย่างไรเราต้องเคารพและยอมรับคำพิพากษาศาลโลก และรัฐบาลมีทางออกด้วยสันติวิธี ผมเชื่อว่าคนไทยทุกคนรักชาติรักแผ่นดินและจะร่วมกันต่อสู้เพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยและดินแดนไทยไว้ด้วยชีวิต
ที่ผ่านมาผมเคยให้ความเห็นไว้ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หลายครั้ง เคยคัดค้านการตัดสินใจกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช จนกลายเป็นความขัดแย้ง จนผมต้องถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลและลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.อุตสาหกรรม ต่อมารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมก็ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยไปต่อสู้คัดค้านการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวของเขมรที่ไม่ถูกต้องตามอนุสัญญาฯ ระเบียบ กฎ กติกา และประเพณี
รวมทั้งคัดค้านเรื่องแผนบริหารจัดการซึ่งมีทั้งแผนผังและแผนที่ที่เขมรนำเสนอ แต่คณะกรรมการมรดกโลกก็ยังดันทุรังลงมติไปทั้งที่ไม่ถูกต้องในการขึ้นทะเบียนและยังใช้กลอุบายในการเขียนร่างมติแบบคลุมเครือที่มีเรื่องของแผนบริหารจัดการที่มีทั้งแผนผังและแผนที่ที่รุกล้ำอำนาจอธิปไตยและเขตแดนไทยซ่อนอยู่ แล้วจะใช้เสียงข้างมากลากไปในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่ปารีส จนผมต้องประกาศกลางที่ประชุมว่าหากจะลงมติในเรื่องนี้ รัฐบาลไทยไม่เพียงแต่จะถอนตัวจากคณะกรรมการมรดกโลกแต่ขอถอนตัวจากภาคีอนุสัญญามรดกโลกด้วย เนื่องจากไทยไม่สามารถยอมรับมติดังกล่าวได้ เพราะมติดังกล่าวจะผูกพันประเทศไทยจนกลายเป็นว่าเรายอมรับแผนที่ที่รุกล้ำอำนาจอธิปไตยและเขตแดนไทย ซึ่งเขมรอาจใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาของศาลโลกว่าประเทศไทยก็ยังยอมรับแผนที่ดังกล่าว
หากไม่คัดค้านและปฏิเสธก็จะกลายเป็นกรณีเราถูกกฎหมายปิดปากเช่นเดียวกับที่ศาลโลกเคยใช้เป็นเหตุผลในการตัดสินให้ปราสาทพระวิหารเป็นของเขมรในปี 2505 จึงไม่ขอร่วมในการประชุมเพื่อพิจารณาและลงมติ รวมทั้งขอถอนตัวจากการเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญามรดกโลกมีผลตั้งแต่ที่ได้แถลงในที่ประชุมทันทีและได้นำคณะผู้แทนไทยเดินออกจากที่ประชุมแล้วยื่นหนังสือแจ้งการถอนตัวอย่างเป็นทางการทันทีด้วย
แต่น่าเสียดายที่รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้แสดงความจำนงในภายหลังว่าไทยยังคงเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญามรดกโลกอยู่ต่อไปและไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งถัดมาที่ประเทศรัสเซีย ซึ่งไม่ได้ไปคัดค้านมติการประชุมครั้งก่อนหน้าที่เราได้เคยคัดค้านไว้ ก็เท่ากับรัฐบาลให้การยอมรับมติดังกล่าวด้วย ซึ่งจะไม่เป็นผลดีกับไทย เพราะเท่ากับว่าเราไปยอมรับแผนที่ที่รุกล้ำอำนาจอธิปไตยและเขตแดนไทยที่ซ่อนอยู่ในแผนบริหารจัดการที่เขมรเสนอในการประชุมที่ปารีส
แนวทางที่ศาลโลกจะตัดสิน 4 แนวทาง ตามที่กระทรวงการต่างประเทศแถลงไว้คือ 1.ศาลโลกไม่มีอำนาจในการพิจารณาคดีหรือมีอำนาจ แต่ไม่มีเหตุที่จะต้องตีความ ต้องไปยังสถานะเดิมก่อนการยื่นฟ้องต่อศาลโลก ผมเห็นว่ากรณีนี้น่าจะเป็นผลดีมากที่สุด เพราะศาลโลกได้มีคำพิพากษาเรื่องปราสาทพระวิหารนี้แล้วตั้งแต่ปี 2505 เพราะศาลโลกไม่มีอำนาจในการตัดสินเรื่องเขตแดนเลยใช้กฎหมายปิดปาก ตัดสินแบบคลุมเครือว่าตัวปราสาทพระวิหารเป็นของเขมร โดยไม่ได้ระบุเรื่องเขตแดนในคำพิพากษา
แนวทางที่ 2.ศาลอาจตัดสินว่าขอบเขตเป็นไปตามเส้นเขตแดนบนแผนที่ 1:200,000 ซึ่งเป็นไปตามคำฟ้องของฝ่ายเขมร ผมเห็นว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะเป็นแผนที่ฝ่ายเดียวของเขมรที่ไทยไม่เคยยอมรับ เพราะไม่ได้เป็นไปตามสนธิสัญญาไทยฝรั่งเศส และเขมรเคยขอให้ศาลโลกตัดสินในเรื่องนี้แล้วแต่ไม่เป็นผล ด้วยเหตุว่าศาลโลกไม่สามารถตัดสินเรื่องเขตแดนได้ แต่ถ้าศาลโลกเลือกที่จะตัดสินในแนวทางนี้ ไทยก็ไม่ควรยอมรับคำตัดสินของศาลโลก เพราะไม่อยู่ในอำนาจศาลโลก หากยอมไทยก็จะเสียดินแดนเป็นจำนวนมาก
แนวทางที่ 3.ศาลอาจตัดสินเป็นไปตามคำร้องของฝ่ายไทยที่ว่าบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหารเป็นไปตามเส้นที่กำหนดตามมติ ครม.เมื่อปี 2505 กรณีนี้ผมเคยเตือนหลายครั้งแล้วว่าเส้นที่ ครม.กำหนดในปี 2505 นั้น ระบุชัดเจนว่าเป็นเพียงแนวเส้นปฏิบัติการเท่านั้น ไม่ใช่เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างไทยและเขมรแต่อย่างใด และมติ ครม.ปี 2505 ก็ระบุชัดเจนว่าเขตแดนตามคำพิพากษาของศาลโลกคือตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศควรยึดถือมติ ครม.นี้
การที่รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ เสนอไปเช่นนั้นไม่ถูกต้อง นอกจากเป็นการเปิดช่องให้ศาลโลกตัดสินแบบเคลือบคลุมเหมือนคำพิพากษาปี 2505 อีกครั้งว่าบริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร (Vicinity) นี้เป็นของเขมรโดยไม่ต้องกล่าวถึงเขตแดน ซึ่งศาลโลกไม่มีอำนาจในการตัดสิน แล้วจะทำให้ไทยเสียดินแดนไม่เพียง 4.6 ตารางกิโลเมตร แต่อาจเป็นตลอดแนวเขตแดนจนถึงในอ่าวไทยที่เต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน แล้วก็เข้าทางเขมร เพราะเขมรขอศาลโลกตีความว่า บริเวณใกล้เคียงปราสาทพระวิหาร (Vicinity) คือพื้นที่บริเวณใด มีขอบเขตแค่ไหน ที่สำคัญก็คือ ครม.เมื่อปี 2505 มีมติที่ระบุอย่างชัดเจนว่าพื้นที่ตามคำพิพากษาศาลโลกคือเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารเท่านั้น ไม่ใช่พื้นที่ตามในแนวเขตปฏิบัติการกระทรวงการต่างประเทศใช้ในการนำเสนอต่อศาลโลกซึ่งมีพื้นที่มากกว่าคำพิพากษา
ดังนั้น รัฐบาลโดยคณะรัฐมนตรีและกระทรวงการต่างประเทศจึงไม่มีอำนาจในการเสนอแนวทางนี้ เพราะเป็นเรื่องที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องเสนอต่อรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น รวมทั้งก่อนที่จะมีการนำเรื่องนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของศาลโลกก็ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 คือรัฐบาลต้องให้รัฐสภาเห็นชอบกรอบแนวทางเสียก่อน แต่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการ ไม่ทราบว่าหากการเร่งรัดแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ที่อยู่ในสภาขณะนี้เสร็จแล้วจะมีผลทำให้การดำเนินการเรื่องนี้โดยไม่ผ่านกระบวนการตามมาตรา 190 จะกลายเป็นเรื่องถูกต้องไปด้วยหรือไม่ ผมเกรงว่าศาลโลกอาจตัดสินออกมาในแนวทางนี้ จะทำให้ไทยต้องเสียอำนาจอธิปไตยและดินแดนไทยให้เขมรอีกครั้งหนึ่ง คนไทยจะยอมรับได้หรือไม่
หรือแนวทางที่ 4.ศาลโลกอาจกำหนดพิจารณาออกมากลางๆ ผมยังมองไม่ออกว่าจะเป็นอย่างไร เป็นกลางจริงหรือไม่ หากให้ไทยเขมรไปทำความตกลงเพื่อดำเนินการปักปันเขตแดนร่วมกัน ผมกลัวว่าจะเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเป็นไปได้ก็จะดีมาก
ผมอาจเป็นคนมองอะไรในทางแย่ที่สุดไว้ก่อนเสมอ แต่หากเรารู้แล้วก็สามารถป้องกันแก้ไขเพื่อบรรเทาความเสียหายได้ ผมได้แต่ภาวนาว่าอย่าให้คนไทยต้องเสียอำนาจอธิปไตยและเขตแดนอีกครั้งหนึ่งเลย แต่ก็น่าเสียดายว่าแนวทางการต่อสู้ของรัฐบาลไม่ได้มีการเปิดเผยก่อนที่จะขึ้นศาลจะได้ช่วยกันคิดช่วยกันเสนอแนะ อย่างไรเรื่องนี้รัฐบาลต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญก่อน แต่ไม่ทราบว่าได้มีการดำเนินการดังกล่าวหรือไม่อย่างไร หากไม่ได้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญจะมีผลอย่างไรกับที่กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการไปแล้ว
เวลานี้ได้แต่หวังว่าประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย เราจะไม่สูญเสียอำนาจอธิปไตยและดินแดนอีกครั้ง เพราะการดำเนินการของรัฐบาลและการตัดสินของศาลโลก
อย่าลืมว่ากฎหมายอาญากำหนดไว้ว่า หากใครทำให้เสียดินแดนมีโทษถึงประหารชีวิต







