
หักดิบแก้รธน. 190 ตัดตอนอำนาจตรวจสอบ
การงัดมาตรการ “หักดิบ” ใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา ลงมติไม่เห็นชอบกับเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
การงัดมาตรการ “หักดิบ” ใช้เสียงข้างมากในรัฐสภา ลงมติไม่เห็นชอบกับเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งกรรมาธิการได้มีการปรับแก้ไขเพิ่มเติม แม้จะเป็นเพียงแค่บางวรรคบางตอน แต่ก็ส่งผลทำให้เจตนารมณ์และกระบวนการตรวจสอบการทำหนังสือสัญญาตามมาตรา 190 ที่เคยมีมาพังไปทั้งระบบ
การ “งัดข้อ” เที่ยวนี้เกิดขึ้นในช่วงการลงมติวาระ 2 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับแก้ไข มาตรา 190 ในส่วนของมาตรา 3 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ได้พยายามเพิ่มเนื้อหาในส่วนของขั้นตอนการดำเนินการที่จะต้องออกเป็นกฎหมายภายใน 1 ปีนั้น จะต้องมี “การรับฟังความเห็นประชาชน” หรือหากเป็นเรื่องเปิดเสรีด้านการค้าหรือการลงทุน จะต้องมี “กรอบการเจรจา” และ “การศึกษาผลกระทบ”
แต่สุดท้ายเสียงข้างมากในรัฐสภาก็ปิดช่องทางการตรวจสอบนี้ ให้กลับไปใช้ตามร่างแก้ไขที่ผ่านวาระที่ 1 คือ เป็นแค่กรอบกว้างๆ ว่าให้ประชาชนสามารถเข้าถึงรายละเอียดและมีการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากหนังสือสัญญา
ต่อเนื่องมาถึงมาตรา 4 ซึ่งเดิม กมธ.เขียนเป็นลักษณะคล้ายบทเฉพาะกาล ให้รัฐมนตรีจะต้องจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นประชาชนและต้องนำเสนอกรอบการเจรจาการทำเอฟทีเอต่อรัฐสภา ต้องมีการศึกษาผลกระทบในช่วงที่ยังไม่มีกฎหมายตามมาตรา 3
ทว่าเสียงข้างมากได้ตอกตะปูย้ำฝาโลงด้วยการตัดวรรคดังกล่าวในมาตรา 4 ออกไป ทำให้สุดท้าย มาตรา 190 ที่เป็นกลไกถ่วงดุลให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้คัดครองตรวจสอบการทำหนังสือสัญญาใดๆ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบผูกมัดรัฐบาลไร้ความหมายในทางปฏิบัติลงไปทันที
จักรชัย โฉมทองดี รองประธานกลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (เอฟทีเอ วอตช์) และนักวิชาการ ในคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 แสดงความเห็นว่า การตัดถ้อยคำดังกล่าวออกไปถือเป็นการตัดกระบวนการประชาธิปไตยออกไปโดยสิ้นเชิง จนสภาพของมาตรา 190 หมดความหมายเหลือเพียงแค่ตัวหนังสือ
“การกล่าวอ้างของนักการเมืองที่อ้างว่าเกิดการติดขัดล่าช้าจนต้องแก้ไขมาตรา 190 ก็เป็นการตั้งใจโกหกประชาชน ไม่พูดความจริงทั้งหมด เพราะหากจะแก้ปัญหาตรงนี้ก็ไม่จำเป็นต้องผลักประชาชนออก แต่ต้องสร้างความชัดเจนด้วยการออกกฎหมายลูก แต่นี่กลับมาฉวยโอกาสเตะทิ้งออกไป”
รองประธานเอฟทีเอ วอตช์ วิพากษ์อีกว่า การแก้ไขครั้งนี้จะทำให้ทุกอย่างกลับไปบริบทเดิมๆ และส่งผลสำคัญต่ออำนาจการต่อรองของรัฐบาลเสียเปรียบ ทั้งที่เดิมมีให้หลังพิงสภา อันเป็นเทคนิคที่ใช้กันทั่วโลก แต่คราวนี้จะไม่มีอีกแล้ว
ไม่ต่างจาก “เกียรติ สิทธีอมร” สส.บัญชีรายชื่อ ประชาธิปัตย์ ในฐานะ กมธ.เสียงข้างน้อย ที่มองว่านี่เป็นการลดอำนาจการตรวจสอบของสภาและประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลทั้งในเรื่องการปักปันเขตแดน เรื่องสิทธิอาณาธิปไตยนอกอาณาเขตและเอฟทีเอ
อดีตประธานผู้แทนการค้าไทย กล่าวอีกว่า หากมาตรา 190 เป็นแบบนี้ต่อไป จะมีการเจรจาหลายครั้งที่อาจตีความได้ว่าไม่จำเป็นต้องเอาเข้ารัฐสภา เช่น กรณีรัฐวิสาหกิจบางแห่งจะไปเจรจา แบ่งปันผลประโยชน์ทางทะเลของไทยผ่านบริษัท หรือกลุ่มบริษัท เป็นต้น
ขณะที่ฝ่ายกฎหมายของประชาธิปัตย์จะประชุมเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้าว่าจะมีช่องทางสามารถดำเนินการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องต่อไป ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการพิจารณาที่มีการเสนอปิดอภิปรายทั้งที่ยังมีผู้แปรญัตติยังไม่ได้อภิปราย หรือในประเด็นเนื้อหา
กลายเป็นว่าศึกแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 190 ครั้งนี้อาจจะไม่จบลงด้วยเสียงข้างมาก แต่จะต้องตัดสินในสนามสุดท้ายที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง







