
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี กับความเป็นสถาบัน
...สมโพธิ ศรีภูมิ
ผมคิดว่าท่านผู้อ่านหลายท่านยังคงจดจำและประทับใจกับภาพที่เหล่าอดีตประธานาธิบดีของสหรัฐ ไม่ว่าจะจากพรรคเดโมแครต หรือพรรครีพับลิกัน เข้าแสดงความยินดีและให้กำลังใจต่อประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในโอกาสที่ท่านเข้ารับตำแหน่ง ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สหรัฐกำลังถลำเข้าสู่วิกฤตทางเศรษฐกิจที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ
สิ่งที่สร้างความประทับใจให้กับคนทั่วโลกก็คือ อดีตประธานาธิบดีเหล่านี้ได้ก้าวข้ามความเป็นนักการเมือง และพรรคการเมืองที่ตนเองเคยได้ดิบได้ดีไปแล้ว
ขอกล่าวถึงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐต่ออีกหน่อยครับ ผู้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี จะเป็นได้ไม่เกิน 2 สมัย แต่ก็มีข้อยกเว้นกันบ้าง อย่างเช่น ท่านแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ ต้องนั่งกันยาวถึง 4 สมัย ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามเมื่อท่านเหล่านี้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว ไปบำเพ็ญประโยชน์สาธารณกุศลหรือทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ขององค์กรนานาชาติ
อาทิ ท่านอดีตประธานาธิบดี จิมมี คาร์เตอร์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพในปี ค.ศ. 2002 หรือ 21 ปี หลังจากที่ท่านพ้นจากตำแหน่งในปี ค.ศ. 1981 ทั้งยังเป็นผู้แทนสันติภาพเดินทางไปทั่วโลก จนมีหลายคนกล่าวอย่างติดตลกว่า ท่านมีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับนับถือมากเสียกว่าตอนที่ท่านเป็นประธานาธิบดีเสียอีก อีกตัวอย่างหนึ่งที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากที่เราคุ้นเคยกันดี ก็ท่านอดีตประธานาธิบดี บิล คลินตัน ยังไงละครับ
ประธานาธิบดีที่ลงจากตำแหน่งด้วยความเจ็บปวดที่สุดคนหนึ่งก็คือ ท่านริชาร์ด นิกสัน ที่ต้องประกาศลาออกในขณะที่รัฐสภากำลังอยู่ในกระบวนการที่จะลงมติปลดท่านออกจากตำแหน่งด้วยคดีวอเตอร์เกต สื่อมวลชนทุกแขนงต่างเล่นข่าวนี้กันอย่างถึงพริกถึงขิง แต่เมื่อยามที่ท่านสิ้นลมหายใจ สื่อมวลชนทุกแขนงอีกเช่นกันที่สดุดีถึงผลงานและคุณงามความดีที่ท่านฝากไว้ให้กับสหรัฐ
ที่ผมกล่าวมาเสียยืดยาว ก็เพราะต้องการจะแสดงให้เห็นว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ตำแหน่งผู้นำประเทศหรือผู้นำรัฐบาลได้รับการพัฒนาจนเกือบจะเป็นสัญลักษณ์หรือเป็นสถาบันหนึ่งของประเทศก็ว่าได้ โดยความเป็นจริงแล้ว ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐไม่ได้มีเงินเดือนมากมายแต่อย่างใด ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 19692000 แต่ละท่านจะได้รับเงินปีละ 2 แสนเหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าเงินเดือนของกรรมการผู้จัดการของบริษัทห้องแถวเสียอีก และเพิ่งมาปรับขึ้นเป็น 4 แสนเหรียญสหรัฐต่อปี ก็ตอนท่านคลินตันจะลงจากตำแหน่งนั่นแหละ จะดีกว่าของไทยเราก็ตรงที่เมื่อท่านเหล่านี้พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จะมีระบบบำนาญเลี้ยงดูให้ด้วย
ผมขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ผู้ที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ารับตำแหน่งผู้นำประเทศหรือผู้นำรัฐบาล เขาได้รักษาเกียรติและภาพลักษณ์ของตนเองทั้งในขณะที่ดำรงตำแหน่ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว จนทำให้ตำแหน่งนั้นๆ ได้รับการยอมรับนับถือจนถึงระดับเป็นสถาบันหนึ่งของประเทศ
ทีนี้ลองหันกลับมามองที่บ้านเราเมืองเรากันบ้าง อดีตนายกรัฐมนตรีหลายท่าน (ส่วนใหญ่เสียด้วย) ที่เมื่อลงจากตำแหน่งแล้วก็ไม่ยอมล้างมือ แต่ยังคงจมอยู่ในวังวนของการเมืองต่อไป ในเมื่อท่านยังไม่ได้ก้าวข้ามจากการเมือง บ่อยครั้งจึงเห็นอดีตนายกรัฐมนตรีถูก สส. รุ่นลูกถอนหงอกทั้งกลางสภา ริมสภา ข้างสภา และนอกสภา จนหาสภาพของความเป็น
“อดีตนายกรัฐมนตรี” ไม่เจอ ความสง่างาม เกียรติ ศักดิ์ศรี และความศักดิ์สิทธิ์ของตำแหน่งจึงดูลดน้อยถอยลงไปทุกวัน ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากผู้ที่เคยก้าวขึ้นไปสัมผัสตำแหน่งนี้ทั้งนั้นแหละครับ ในทางตรงกันข้าม ก็ท่านผู้ที่เคยสัมผัสตำแหน่งนี้อีกนั่นแหละที่จะสามารถเรียกคืนความสง่างามและความศักดิ์สิทธิ์กลับมาได้ผู้อ่านบางท่านอาจแย้งว่านั่นมันสหรัฐ ซึ่งใช้คนละระบบกับบ้านเรา มันเปรียบเทียบกันลำบาก ผมเลยขอให้มาดูที่อังกฤษที่ระบบเหมือนกับบ้านเราก็ว่าได้ ที่ผ่านมาเราๆ ท่านๆ แทบจะไม่ได้รับทราบข่าวคราวเกี่ยวกับอดีตนายกรัฐมนตรี มาร์กาเร็ต แทตเชอร์ นับจากท่านก้าวลงจากตำแหน่งแล้ว จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้วที่ท่านหกล้มขาแพลง หรืออดีตนายกรัฐมนตรี โทนี แบลร์ ก็ไม่เคยมีข่าวใดๆ หรือไม่เคยเข้ามาอยู่ในวังวนของการเมืองอีก แล้วอดีตนายกรัฐมนตรีของบ้านเราเมืองเราทำอย่างนี้บ้างไม่ได้หรือ ที่ท่านทั้งหลายจะก้าวข้ามการเมือง ก้าวข้ามความเป็นพรรคการเมืองไปปฏิบัติหน้าที่อื่นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม แล้วพัฒนาตำแหน่งนี้ให้เป็นสถาบันที่สำคัญอีกสถาบันหนึ่งของประเทศ







