
ไทยตกอันดับประเทศน่าลงทุน
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์
ความพยายามที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในหลายๆ ประเภทธุรกิจ ได้ทำให้รัฐบาลหันไปให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมากมาย
แต่หลังจากมีข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ขึ้นมา ประเทศไทยกลับไม่สามารถรักษาความน่าสนใจที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติไว้ได้
ผลการสำรวจซีอีโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่จัดทำโดยบริษัท ไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส (PwC) ที่สำรวจความเห็นจากซีอีโอทั่วโลกจำนวน 478 คน ในเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2556 พบว่า ทั้งนี้ซีอีโอถึง 68% ที่มีแผนจะขยายการลงทุนเพิ่มปีหน้า โดยส่วนใหญ่ยังมองว่าจีน (35%) และสหรัฐ (35%) เป็นตลาดหลักของการลงทุนในอีก 35 ปีข้างหน้า
สำหรับออสเตรเลีย (29%) นิวซีแลนด์ (26%) อินโดนีเซีย (15%) และประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีจุดแข็งทางภาคบริการ ได้แก่ ฮ่องกง (15%) และญี่ปุ่น (14%) ก็ยังเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุน
นอกจากนี้ อินโดนีเซีย (19%) พม่า (11%) และจีน (8%) ยังถูกจัดอันดับให้เป็นม้ามืดทางเศรษฐกิจ โดยมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ในขณะที่ไทยกลับไม่ติดโผการลงทุน
ยิ่งออกมาตอกย้ำกับข่าวที่กลุ่ม “ทาทา มอเตอร์ส” ผู้ผลิตยานยนต์เบอร์ 1 จากอินเดีย และเป็นบริษัทรถยนต์รายใหญ่อันดับที่ 18 ของโลก ซึ่งประกาศเลือกใช้อินโดนีเซียเป็นที่ตั้งฐานการผลิตของบริษัท สำหรับรองรับการผลิตรถยนต์นั่งแบบนาโนส่งออกไปจำหน่ายทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในไทยมีเพียงสายการผลิตรถปิกอัพเท่านั้น
เรื่องนี้อาจจะทำให้อินโดนีเซียกำลังจะขยับแซงหน้าไทยขึ้นเป็นตลาดยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2557
นอกจากนี้ นักลงทุนญี่ปุ่น หากปักฐานลงทุนในไทยไปแล้วก็ไม่ได้ย้าย แต่การลงทุนใหม่ก็โยกไปที่อินโดนีเซียแทนเกือบทั้งหมด
อะไรทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มองไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับต้นๆ อีกแล้ว
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ไทยอาจจะไม่ได้โดดเด่นหรือเป็นที่พูดถึงของนักลงทุนต่างชาติมากนัก และก็ต้องยอมรับว่าขีดความสามารถการแข่งขันของไทยยังไม่ดีมากนัก โดยเฉพาะความสามารถด้านการศึกษาไทยติดอันดับ 8 ในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาการเมืองก็เป็นตัวสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจการลงทุน
World Economic Forum (WEF) เผยแพร่รายงานความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 148 ประเทศ ครั้งล่าสุด ใน The Global Competitiveness Report 20132014 ซึ่งใช้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันรวม (Global Competitiveness Index (GCI)) ในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น ขยับจากอันดับที่ 38 มาเป็นอันดับที่ 37 แต่ถ้าเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ประเทศไทยยังเป็นอันดับ 4 รองจาก สิงคโปร์ (2) มาเลเซีย (24) และบรูไน (26) ในขณะที่อินโดนีเซียก็จี้ตามหลังประเทศไทยมาอยู่ในอันดับที่ 38
สำหรับจุดอ่อนในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ที่ความสามารถในด้านนวัตกรรมและความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีของไทยที่ต่ำ กฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนและการแข่งขัน ปัจจัยด้านสุขภาพและการศึกษาพื้นฐานที่ไม่เข้มแข็ง
ในขณะที่ปัญหาที่สำคัญ 4 อันดับของไทยคือ อันดับที่ 1 การคอร์รัปชั่น อันดับที่ 2 ความไม่มั่นคงของรัฐบาล อันดับที่ 3 นโยบายไม่มีเสถียรภาพ และอันดับที่ 4 ระบบราชการไม่มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ก้าวข้ามผ่านประเทศที่มีค่าแรงงานถูกและประเทศที่จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป
อย่างไรก็ดี ธนวรรธน์ มองว่า ภาพรวมการลงทุนของไทยก็ไม่ได้เลวร้าย โดยเฉพาะตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังมีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนประมาณ 1 ล้านล้านบาทยังเพิ่มขึ้น แม้จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงก็ตาม ไทยจึงยังไม่ตกขบวนการลงทุนจากต่างชาติ แต่อาจจะไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
ทั้งนี้ ไทยยังได้รับความสนใจการลงทุนจากนักลงทุนจากจีนและญี่ปุ่น อีกทั้งไทยยังมีจุดเด่นด้านศักยภาพระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี และเป็นสะพานสำคัญที่จะเชื่อมโยงการลงทุนในกลุ่มประเทศในลุ่มแม่โขง (จีเอ็มเอส)
“การที่ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีประเทศจีน และ โอบามา ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐ มาเยือนไทย ก็ส่งสัญญาณว่าประเทศชั้นนำของโลกทั้งจีนและสหรัฐยังให้ความสำคัญไทย” ธนวรรธน์ กล่าว
ด้าน ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยอาจจะมองว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 45% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตน้อยกว่าประเทศอื่นๆ และการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาเกิดจากการใช้นโยบายประชานิยมที่นำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาด้านการศึกษา การวิจัย และพัฒนา การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านต่างๆ อีกทั้งไทยยังขาดจุดเด่นที่จะดึงดูดนักลงทุนในต่างประเทศ นอกจากมีภูมิศาสตร์ที่ดีในอาเชียน
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในสายตาต่างประเทศ ไทยยังน่าลงทุน แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนแต่ละประเทศ และขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งมีความได้เปรียบเสียเปรียบที่แตกต่างกัน
นี่เป็นสัญญาณหนึ่งว่า “ไทย” เดินย่ำอยู่กับที่ หากยังชะล่าใจ นักลงทุนต่างชาติเมินลงทุนมากขึ้นเท่าไรนั้น โอกาสที่ไทยจะตกขบวนได้ประโยชน์จากการเปิดเออีซี และถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าใกล้เข้ามาแล้ว







