posttoday
ไทยตกอันดับประเทศน่าลงทุน

ไทยตกอันดับประเทศน่าลงทุน

15 ตุลาคม 2556

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

โดย...ชีวรัตน์ กิจนภาธนพงศ์

ความพยายามที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในหลายๆ ประเภทธุรกิจ ได้ทำให้รัฐบาลหันไปให้ความสำคัญกับการปรับปรุงกฎระเบียบและสิทธิประโยชน์ทางการลงทุน เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติมากมาย

แต่หลังจากมีข้อตกลงประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ขึ้นมา ประเทศไทยกลับไม่สามารถรักษาความน่าสนใจที่จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทางตรงจากต่างชาติไว้ได้

ผลการสำรวจซีอีโอในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่จัดทำโดยบริษัท ไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส (PwC) ที่สำรวจความเห็นจากซีอีโอทั่วโลกจำนวน 478 คน ในเดือน มิ.ย.-ส.ค. 2556 พบว่า ทั้งนี้ซีอีโอถึง 68% ที่มีแผนจะขยายการลงทุนเพิ่มปีหน้า โดยส่วนใหญ่ยังมองว่าจีน (35%) และสหรัฐ (35%) เป็นตลาดหลักของการลงทุนในอีก 35 ปีข้างหน้า

สำหรับออสเตรเลีย (29%) นิวซีแลนด์ (26%) อินโดนีเซีย (15%) และประเทศเศรษฐกิจหลักที่มีจุดแข็งทางภาคบริการ ได้แก่ ฮ่องกง (15%) และญี่ปุ่น (14%) ก็ยังเป็นแหล่งดึงดูดเงินลงทุน

นอกจากนี้ อินโดนีเซีย (19%) พม่า (11%) และจีน (8%) ยังถูกจัดอันดับให้เป็นม้ามืดทางเศรษฐกิจ โดยมีศักยภาพในการเติบโตในระยะยาว ในขณะที่ไทยกลับไม่ติดโผการลงทุน

ยิ่งออกมาตอกย้ำกับข่าวที่กลุ่ม “ทาทา มอเตอร์ส” ผู้ผลิตยานยนต์เบอร์ 1 จากอินเดีย และเป็นบริษัทรถยนต์รายใหญ่อันดับที่ 18 ของโลก ซึ่งประกาศเลือกใช้อินโดนีเซียเป็นที่ตั้งฐานการผลิตของบริษัท สำหรับรองรับการผลิตรถยนต์นั่งแบบนาโนส่งออกไปจำหน่ายทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในไทยมีเพียงสายการผลิตรถปิกอัพเท่านั้น

เรื่องนี้อาจจะทำให้อินโดนีเซียกำลังจะขยับแซงหน้าไทยขึ้นเป็นตลาดยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี 2557

นอกจากนี้ นักลงทุนญี่ปุ่น หากปักฐานลงทุนในไทยไปแล้วก็ไม่ได้ย้าย แต่การลงทุนใหม่ก็โยกไปที่อินโดนีเซียแทนเกือบทั้งหมด

อะไรทำให้นักลงทุนต่างชาติไม่มองไทยเป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับต้นๆ อีกแล้ว

ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ไทยอาจจะไม่ได้โดดเด่นหรือเป็นที่พูดถึงของนักลงทุนต่างชาติมากนัก และก็ต้องยอมรับว่าขีดความสามารถการแข่งขันของไทยยังไม่ดีมากนัก โดยเฉพาะความสามารถด้านการศึกษาไทยติดอันดับ 8 ในกลุ่มอาเซียน รวมทั้งปัญหาคอร์รัปชั่นและปัญหาการเมืองก็เป็นตัวสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจการลงทุน

World Economic Forum (WEF) เผยแพร่รายงานความสามารถในการแข่งขันของประเทศต่างๆ ทั่วโลก จำนวน 148 ประเทศ ครั้งล่าสุด ใน The Global Competitiveness Report 20132014 ซึ่งใช้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันรวม (Global Competitiveness Index (GCI)) ในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยดีขึ้น ขยับจากอันดับที่ 38 มาเป็นอันดับที่ 37 แต่ถ้าเทียบในกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ประเทศไทยยังเป็นอันดับ 4 รองจาก สิงคโปร์ (2) มาเลเซีย (24) และบรูไน (26) ในขณะที่อินโดนีเซียก็จี้ตามหลังประเทศไทยมาอยู่ในอันดับที่ 38

สำหรับจุดอ่อนในการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่ที่ความสามารถในด้านนวัตกรรมและความพร้อมทางด้านเทคโนโลยีของไทยที่ต่ำ กฎหมายที่ไม่เอื้อต่อการลงทุนและการแข่งขัน ปัจจัยด้านสุขภาพและการศึกษาพื้นฐานที่ไม่เข้มแข็ง

ในขณะที่ปัญหาที่สำคัญ 4 อันดับของไทยคือ อันดับที่ 1 การคอร์รัปชั่น อันดับที่ 2 ความไม่มั่นคงของรัฐบาล อันดับที่ 3 นโยบายไม่มีเสถียรภาพ และอันดับที่ 4 ระบบราชการไม่มีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ประเทศไทยได้ก้าวข้ามผ่านประเทศที่มีค่าแรงงานถูกและประเทศที่จะได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (จีเอสพี) จากสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป

อย่างไรก็ดี ธนวรรธน์ มองว่า ภาพรวมการลงทุนของไทยก็ไม่ได้เลวร้าย โดยเฉพาะตัวเลขของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยังมีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุนประมาณ 1 ล้านล้านบาทยังเพิ่มขึ้น แม้จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงก็ตาม ไทยจึงยังไม่ตกขบวนการลงทุนจากต่างชาติ แต่อาจจะไม่โดดเด่นเมื่อเทียบกับอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์

ทั้งนี้ ไทยยังได้รับความสนใจการลงทุนจากนักลงทุนจากจีนและญี่ปุ่น อีกทั้งไทยยังมีจุดเด่นด้านศักยภาพระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่ดี และเป็นสะพานสำคัญที่จะเชื่อมโยงการลงทุนในกลุ่มประเทศในลุ่มแม่โขง (จีเอ็มเอส)

“การที่ หลี่เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีประเทศจีน และ โอบามา ประธานาธิบดีประเทศสหรัฐ มาเยือนไทย ก็ส่งสัญญาณว่าประเทศชั้นนำของโลกทั้งจีนและสหรัฐยังให้ความสำคัญไทย” ธนวรรธน์ กล่าว

ด้าน ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในมุมมองของนักลงทุนต่างประเทศที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยอาจจะมองว่าอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ 45% ซึ่งเป็นอัตราการเติบโตน้อยกว่าประเทศอื่นๆ และการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมาเกิดจากการใช้นโยบายประชานิยมที่นำมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาด้านการศึกษา การวิจัย และพัฒนา การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันด้านต่างๆ อีกทั้งไทยยังขาดจุดเด่นที่จะดึงดูดนักลงทุนในต่างประเทศ นอกจากมีภูมิศาสตร์ที่ดีในอาเชียน

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าในสายตาต่างประเทศ ไทยยังน่าลงทุน แต่ขึ้นอยู่กับมุมมองของนักลงทุนแต่ละประเทศ และขึ้นอยู่กับแต่ละประเภทอุตสาหกรรมด้วย ซึ่งมีความได้เปรียบเสียเปรียบที่แตกต่างกัน

นี่เป็นสัญญาณหนึ่งว่า “ไทย” เดินย่ำอยู่กับที่ หากยังชะล่าใจ นักลงทุนต่างชาติเมินลงทุนมากขึ้นเท่าไรนั้น โอกาสที่ไทยจะตกขบวนได้ประโยชน์จากการเปิดเออีซี และถูกประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าใกล้เข้ามาแล้ว

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69