18 ปีผ่านไป เมาไม่ขับ...ยังไม่เข็ด
ด่านตรวจสว่างไสวบนท้องถนนยามดึกดื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนคอยท่า พร้อมเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล
ด่านตรวจสว่างไสวบนท้องถนนยามดึกดื่น เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนคอยท่า พร้อมเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ เล่นเอานักดื่มคอทองแดงพากันครั่นคร้ามมานักต่อนักแล้ว
นั่นยังไม่สยดสยองน่าหวาดหวั่นเท่าภาพอุบัติเหตุ คนบาดเจ็บล้มตาย ความสูญเสียอันใหญ่หลวงต่อชีวิตและทรัพย์สิน
ทั้งหมดเกิดขึ้นจาก “เมาแล้วขับ” ปัญหาระดับชาติที่เรื้อรังมานานนับทศวรรษ
องค์การอนามัยโลก ร่วมกับศูนย์ความร่วมมือระหว่างองค์การอนามัยและโรงพยาบาลขอนแก่น เปิดเผยรายงานความปลอดภัยทางถนนของโลก ปี 2556 (Global Status Report on Road Safety 2013) พบว่า ประเทศไทยมีอัตราส่วนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก และเป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ที่น่าตกใจแต่ไม่น่าแปลกใจนักคือ 1 ใน 3 ของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตมีสาเหตุเกิดมาจากการดื่มแอลกอฮอล์ทั้งสิ้น
ปัจจุบันกฎหมายห้ามดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ ตาม พ.ร.บ.จราจร ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2531 กำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ไว้ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ มีโทษปรับตั้งแต่ 5,0002 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งปัจจุบันเงื่อนเวลาในการส่งฟ้องศาล ทำให้เจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถรวบรวมหลักฐานได้มากพอ ทำให้บางกรณีผู้ที่กระทำผิดซ้ำในข้อหาเดิมได้รับโทษเพียงขั้นต่ำเท่านั้น
หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่ากฎหมายยังอ่อนแอเกินไป
“ถามว่ากลัวไหม กลัว แต่ลึกๆ แล้วทุกคนคิดว่ามันคงไม่เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นกับฉันหรอก ฉันเอาตัวรอดได้ ยิ่งเดี๋ยวนี้มีป่าวประกาศว่ามีด่านตรงจุดไหน ยิ่งง่ายที่จะลองเสี่ยง แลกกับการไม่โดนจับ ปรับ หรือติดคุก ถึงอย่างนั้นเต็มที่ก็แค่ขึ้นศาล คุมความประพฤติ ไม่เห็นมีใครติดคุกสักราย” ความในใจของ นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ องค์กรที่ยืนหยัดต่อสู้มายาวนานกว่า 18 ปี เพื่อหยุดตัวเลขบาดเจ็บ ล้มตายบนท้องถนน อันเนื่องมาจากการดื่มแอลกอฮอล์
คุณหมอมือปราบคนเมาแล้วขับ ยืนยันว่าต้องเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้น ควบคู่กับออกแคมเปญรณรงค์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
“คนรู้ว่าเมาแล้วขับเป็นเรื่องไม่สมควรทำ แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เกรงกลัวกฎหมาย เพราะถ้าโดนก็มั่นใจว่าเคลียร์ได้ ถึงเคลียร์ไม่ได้ โทษไม่หนัก ปรับไม่แพง คุกก็ไม่ติดอยู่ดี ผมเคยเสนอหลายครั้งแล้วว่าต้องติดคุกสถานเดียว โดยไม่รอลงอาญา รับรองคนจะไม่กล้าทำอย่างแน่นอน”
จากอดีตที่ประชาชนยังไม่รู้สึกรู้สากับพฤติกรรมดื่มเหล้าแล้วขับรถ จนเมื่อชื่อของชมรมเมาไม่ขับเป็นที่รู้จักต่อสาธารณะ แคมเปญน่าตื่นตาหลายครั้งหลายคราทำให้คนเริ่มจดจำ เรียนรู้ ตระหนักว่าราคาที่ต้องจ่ายไปในอุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นมากมายมหาศาล
การตั้งด่านตรวจกวดขัน เครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ตัวจิ๋ว การนำเหยื่อผู้พิการ และครอบครัวที่สูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปบนท้องถนน มาออกรายการโทรทัศน์ มาตรการ 7 วันอันตราย งดเหล้าเข้าพรรษา สถิติการตายในช่วงเทศกาล นโยบายห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มมึนเมาในปั๊มน้ำมัน โฆษณาอันโด่งดังของ สสส. จนถึงการแก้ไขกฎหมายห้ามดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับขี่ให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ทั้งหมดเป็นผลพวงจากการรณรงค์อย่างหนัก มีส่วนในการยกระดับให้ปัญหาเมาแล้วขับเป็นวาระแห่งชาติ
“การที่เราทำไม่เลิก กัดไม่ปล่อย ทำให้คนได้ยินชื่อ เมื่อทำมาอย่างต่อเนื่อง คนเลยจดจำได้ เราสามารถกำหนดหัวข้อรณรงค์ให้สังคมยอมรับ เห็นความสำคัญ แม้วันนี้จะยังไม่บรรลุผล 100% ดังตั้งเป้าไว้เมื่อตอนเริ่ม แต่ก็ถือว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ
คนทั่วไปไม่รู้ว่าสถิติคนตายลดลง จากสูญเสียปีละ 1.8 หมื่นคน เหลือ 1.2 หมื่นคน คนที่ดื่มแล้วขับแต่ก่อนแทบจะร้อยทั้งร้อย เดี๋ยวนี้เริ่มกลัวๆ เกรงๆ บ้างแล้ว”
เพจแจ้งจุดตรวจแอลกอฮอล์ที่กำลังแพร่หลายในเฟซบุ๊ก ยอดคนกดไลค์กว่า 7.8 หมื่นคน สะท้อนให้เห็นว่าวิวัฒนาการของการรณรงค์เมาไม่ขับไปไกลกว่าที่คิด สโลแกนมีอยู่ว่าจะไม่สนับสนุนการเมาแล้วขับทั้งปวง ไม่สนับสนุนการจ่ายเงินให้กับตำรวจ โดนคือโดน เป่าคือเป่า หลบได้หลบ ไม่ตลอดจนสนับสนุนการขับรถอย่างมีสติ และรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีคำถามจากสังคมว่าสมควรแล้วหรือที่จะมีเพจเช่นนี้
พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า ควรคำนึงถึงคนบริสุทธิ์ที่ใช้รถใช้ถนนร่วมกันมากกว่าจะมาตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยการใช้วิธีหลบหลีกหนีด่านตรวจแอลกอฮอล์
“อุบัติเหตุอาจจะเกิดขึ้นกับตัวคุณ กับผู้อื่นที่ใช้ท้องถนนร่วมกับคุณก็ได้ คุณอาจหลบเลี่ยงด่านตรวจนี้ ไปเจอด่านนั้น หลบด่านนั้นไปเจออีกด่าน ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาระหว่างนั้นจะคุ้มค่าไหม ผมแนะว่าผู้ที่ดื่มควรเลือกใช้รถสาธารณะกลับบ้านดีกว่า ไม่เห็นด้วยที่จะใช้วิธีหลบเลี่ยง”
ผบก.จราจรคนใหม่ เผยว่า เร็วๆ นี้กำลังจะรณรงค์แคมเปญเมาไม่ขับ ภาค 2 โดยจะร่วมมือกับสถานบันเทิง ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปเช็กปริมาณแอลกอฮอล์ถึงหน้าผับ ใครดื่มเกินลิมิตแล้วต้องขับรถกลับ ก็จะมีบริการรถรับส่งให้
ขณะเดียวกัน มีคำถามทำนองว่า “เมาไม่ขับแล้วจะกลับบ้านอย่างไร?” ไหนจะยิ่งดึกยิ่งหารถยากลำบาก มิจฉาชีพก็เยอะ ไหนจะข่าวคนเมาอ้วกรดเบาะแท็กซี่จนโดนยิงเกือบตาย กลายเป็นฝันร้ายของขี้เมาทั้งหลาย
ธุรกิจที่เรียกเสียงฮือฮาที่สุดในตอนนี้ หนีไม่พ้นบริการขับรถพานักดื่มส่งถึงบ้าน วัชรพงษ์ กลางอรัญ ผู้ก่อตั้งบริษัท FYS Business & Service ที่ให้บริการโชเฟอร์ขับรถรับส่งนักดื่มถึงจุดหมายปลายทาง ภายใต้สโลแกน “ถ้าคุณเมา เราขับให้” บอกว่าธุรกิจกำลังไปได้สวย
“เปิดให้บริการมาประมาณ 7 เดือน ถือว่าสัญญาณดี มีลูกค้าใช้บริการตกวันละ 45 คน โดยเฉพาะเสาร์อาทิตย์ยิ่งคึกคักเป็นพิเศษ ผมได้แรงบันดาลใจมาจากประเทศเกาหลี ที่นั่นธุรกิจขับรถพาคนเมากลับบ้านเฟื่องฟูมาก สร้างรายได้ต่อปีนับพันล้านบาท คนเกาหลีเขาไม่เสี่ยงที่จะทำผิดกฎหมาย ไม่เสี่ยงชีวิต เลยยินดีที่ใช้บริการ ซึ่งสะดวกรวดเร็ว และปลอดภัย
ส่วนเมืองไทย กฎหมายเข้ม ด่านเยอะ ลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้บริการคือคนที่เคยโดนจับคดีเมาแล้วขับมาแล้ว และไม่อยากโดนอีก”
สนนค่าบริการ 12 กิโลเมตรแรก 500 บาท ต่อจากนั้นคิดกิโลเมตรละ 50 บาท วิธีง่ายๆ คือโทรเข้ามาแจ้งเวลาและสถานที่รับรถ รวมถึงจุดหมายปลายทาง เมื่อทราบเรื่องแล้วบริษัทก็จะแจ้งยอดค่าใช้จ่ายตามระยะทาง พร้อมจัดส่งโชเฟอร์ไปทันที
“ราคาแพงเพราะมีประกันอุบัติเหตุด้วย ที่สำคัญโชเฟอร์เราคัดเลือกมาอย่างดี ประวัติขาวสะอาด มีทักษะการขับขี่ สวมยูนิฟอร์มในการทำงานทุกครั้ง ไม่ใช่ซี้ซั้วเลือกมามั่วๆ ลูกค้าที่ใช้บริการก็ไม่ใช่คนเมามากมาย ยังมีสติ บางคนพ่อแม่พี่น้องโทรเรียกเราให้ไปรับด้วยซ้ำ
เคล็ดลับของการทำธุรกิจนี้คือความปลอดภัย และความซื่อสัตย์ ผมอยากให้ลูกค้าสบายใจ ว่าเราไปรับส่งถึงที่โดยปลอดภัย เมามาก็ไม่ต้องห่วงว่าจะโดนลักขโมย จี้ปล้น เจอด่านไม่ต้องกลัว เพราะโชเฟอร์เราให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเต็มที่ ชื่อเสียงของบริษัทสำคัญที่สุดครับ” ผู้บุกเบิกธุรกิจให้บริการรูปแบบใหม่ในเมืองไทย กล่าวอย่างเชื่อมั่น
กล่าวกันว่าท้องถนนในกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะยามค่ำคืนนั้นน่ากลัวยิ่งกว่านรก คนบาดเจ็บล้มตายมากกว่าสมรภูมิรบบางแห่งเสียอีก
แค่สตาร์ตรถออกจากบ้าน มุ่งสู่ถนน ชีวิตก็แขวนไว้บนเส้นด้ายแล้ว
เพราะฉะนั้นจำไว้ เมาแล้วอย่าขับ ... ไม่สิ ดื่มแล้วไม่ต้องขับเลยดีกว่า
‘ดื่ม ดับ’ ตีแผ่ความเมาผ่านนิทรรศการสุดเจ๋ง
นิทรรศการ “ดื่ม...ดับ” (Drink Dead) ภายใต้คำขวัญที่ว่า “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มแค่ไหนก็ไม่ปลอดภัย” จัดทำขึ้นเพื่อสะท้อนสถานการณ์ ปัญหา อันตราย ผลกระทบ ความสูญเสียจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อสร้างการรับรู้ ตระหนักถึงการ ลด ละ เลิก และปฏิเสธการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะนักดื่มหน้าใหม่
ไอเดียทั้งหมดนำมาพัฒนาเป็นนิทรรศการที่ผู้เข้าชมสามารถสัมผัสประสบการณ์เสมือนในรูปแบบต่างๆ ที่น่าสนใจ สร้างประสบการณ์เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 3 โซนหลัก เรื่องเหล้าวันนี้ รับรู้สถานการณ์ปัจจุบันเกี่ยวกับผลกระทบในวงกว้างของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีต่อสังคม แอลกอฮอล์ ต้นตอปัญหา เผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงและปัญหาต่างๆ ที่เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ดื่ม...ดับ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไม่ต่างอะไรกับการดื่มยาพิษ ที่ดับชีวิตให้สั้นลง มาร่วมสัมผัสประสบการณ์เสมือนที่คุณจะได้พบ หากเข้าไปข้องเกี่ยวกับมัน
“จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2544-2554 พบว่า ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ อัตราการดื่มของเยาวชนในช่วงอายุ 15-24 ปี เพิ่มขึ้น 23.7% จาก 10 ปีก่อนอยู่ที่ 21.6% โดยกลุ่มนักดื่มหน้าใหม่ที่เป็นเด็กและเยาวชน มีสัดส่วนนักดื่มประจำเพิ่มสูงขึ้นถึง 70% สาเหตุสำคัญที่ทำให้เยาวชนเข้าสู่วงจรนักดื่มหน้าใหม่ เนื่องจากร้านเหล้าผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วประเทศกว่า 6 แสนร้าน
วันนี้สถานการณ์ของนักดื่มน้ำเมาทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมาก เราจึงเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ต้องให้ความรู้ถึงภัยอันตรายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผ่านการจัดนิทรรศการ ‘ดื่ม...ดับ’ ในครั้งนี้ เพื่อสะท้อนปัญหาและอันตรายของ ‘พิษ’ น้ำเมา และเป็นอีกช่องทางหนึ่งให้กับเด็ก เยาวชนไทย และประชาชนทั่วไป ได้รับรู้ ตระหนัก และป้องกันผลกระทบที่จะเกิดขึ้น”
จัดแสดงตั้งแต่ 15 ต.ค.-25 ธ.ค. 2556 ณ โซนนิทรรศการหมุนเวียน อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. ทุกวันอังคารเสาร์ เวลา 10.00-17.00 น. ปิดวันอาทิตย์ วันจันทร์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ สอบถามรายละเอียดการเข้าชมนิทรรศการหมุนเวียนได้ที่ exhibition.thc@thaihea


