
ความน่าเชื่อถือต่อนักการเมือง
ตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุเมื่อปีก่อนว่า ตัวเลขส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่แปลก เพราะได้รับอนุญาตให้พูดไม่จริงในบางเรื่อง โดยอ้างว่าเป็น “โกหกสีขาว” หรือ White Lie และประชาชนกลุ่มกรีนได้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมนั้น
ตามที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังระบุเมื่อปีก่อนว่า ตัวเลขส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ไม่แปลก เพราะได้รับอนุญาตให้พูดไม่จริงในบางเรื่อง โดยอ้างว่าเป็น “โกหกสีขาว” หรือ White Lie และประชาชนกลุ่มกรีนได้ร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้ตรวจสอบพฤติกรรมทางจริยธรรมนั้น
เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้ตรวจการแผ่นดินได้แถลงผลการวินิจฉัยว่า ไม่เข้าข่ายขัดต่อระเบียบสำนักนายกฯ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2551 เนื่องจากเป็นการคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจตามปกติที่รัฐบาลทำ
อย่างไรก็ดี ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ให้ข้อสังเกตต่อนายกรัฐมนตรีว่า “มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อผู้พูด และมีผลกระทบต่อคณะรัฐมนตรีและต่อประเทศ”
พร้อมกับขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้บังคับบัญชา กำชับให้รัฐมนตรีตระหนักถึงการให้ข้อมูลต่อสาธารณชน ที่อาจเป็นอันส่อให้เกิดผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศด้วย
คำวินิจฉัยนี้ ถือได้ว่าเป็นมาตรฐานทาง “คุณค่า” ที่ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้ในการประเมินจริยธรรมของนักการเมืองตามที่กำหนดในประมวลจริยธรรม
ต่อกรณีนี้ เห็นด้วยกับข้อสังเกตของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยว่า “ไม่ขัดต่อประมวลจริยธรรม” เพราะมีความเห็นว่า บุคคลสาธารณะต้องพูดความจริงกับประชาชนเสมอ หรือ “โกหกไม่ได้” ไม่ว่ากรณีใดๆ เพราะทำให้ขาดความเชื่อถือ อีกทั้งจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชนและสังคมในภาพรวม
ถ้าย้อนกลับไปดูประมวลจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้อ 25 ได้กำหนดว่า
“ข้าราชการการเมืองต้องไม่ใช้หรือบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของราชการเพื่อให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเพื่อผลประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่น”
ส่วนประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 24 ได้กำหนดว่า
“จักต้องให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง โดยไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อให้ผู้อื่นหรือประชาชนเข้าใจผิด หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลใด”
และประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภา ข้อ 17 ได้กำหนดไว้ใกล้เคียงกันว่า
“จักต้องให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และไม่ใช้หรือไม่บิดเบือนข้อมูล ข้อเท็จจริงหรือวิจารณ์ในลักษณะที่ก่อให้เกิดความเสียหายเพื่อให้ผู้อื่น หรือประชาชนเข้าใจผิด หรือเพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือบุคคลใด”
จากประมวลจริยธรรมของนักการเมืองระดับชาติทั้งสามประเภท จะเห็นว่าได้กำหนด “มาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง” ด้าน “วจีทุจริต” ไว้อย่างชัดเจนมาก ไม่สามารถตีความหรือผ่อนผันเป็นอย่างอื่นได้
การกล่าวอ้าง “โกหกสีขาว” มาเป็นข้อผ่อนผันให้นักการเมือง “โกหกได้” ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะความหมายของ “White Lie” ตามพจนานุกรมได้เขียนไว้ว่า
“White lies are minor lies which could be considered to be harmless, or even beneficial, in the long term. White lies are also considered to be used for greater good.
A common version of a white lie is to tell only part of the truth, therefore not be suspected of lying, yet also conceal something else, in order to avoid awkward questions.”
ข้อความนี้อาจสรุปเป็นภาษาไทยได้ว่า
“White lie” เป็นการโกหกเล็กน้อยที่ไม่มีอันตรายหรือมีผลประโยชน์ในระยะยาว ซึ่งพิจารณาได้ว่าเพื่อช่วยให้เหตุการณ์ต่างๆ ดีขึ้น ตามปกติจะใช้ในกรณีการบอกความจริงบางส่วน ซึ่งไม่ใช่การหลอกลวงหรือปกปิดความลับเพื่อหลีกเลี่ยงคำถามที่ตอบไม่ได้
“การบอกความจริงบางส่วน” ตามความหมายของโกหกสีขาวนี้ พิจารณาได้ว่า ขัดกับประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาที่กำหนดว่า “ต้องให้ข้อมูลอย่างครบถ้วน ถูกต้อง” ซึ่งถึงแม้ว่าท่านจะไม่ใช่สมาชิกรัฐสภา แต่ก็น่าจะมีมาตรฐานทางจริยธรรมในระดับเดียวกัน เพื่อดำรงความน่าเชื่อถือไว้ให้ได้
เรื่องความเชื่อถือต่อนักการเมืองนี้ ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า “ตกต่ำมาก” เพราะ World Economic Forum” ได้ประเมินสมรรถภาพการแข่งขันในหัวข้อ “ความเชื่อถือไว้วางใจจากสาธารณะต่อนักการเมือง” (Public Trust in Politicians) ซึ่งเป็นการประเมินการปฏิบัติตนของนักการเมืองตาม “มาตรฐานทางจริยธรรม” (Ethical Standard) โดยให้คะแนนเพียง 2.2 จากค่าเฉลี่ยของโลก 3.6 เป็นลำดับที่ 107 จากการประเมิน 144 ประเทศ ซึ่งสะท้อนภาพความเชื่อถือไว้ใจในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ “ต่ำสุดๆ”
ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน ได้แก่ สิงคโปร์ (1) บรูไน (14) มาเลเซีย (17) กัมพูชา (34) อินโดนีเซีย (60) และฟิลิปปินส์ (95) ซึ่งอาจอนุมานได้ว่า เกิดจากมาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมืองไทยต่ำกว่าประเทศดังกล่าว เพราะสังคมไทยเริ่มถือว่า White Lie สามารถทำได้ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
ถ้าย้อนกลับไปดู “หลักราชการ” ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงวาง “มาตรฐานจริยธรรม” ของข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในปัจจุบัน เกี่ยวกับ “ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป” ซึ่งตรงกับกรณีนี้ว่า
“รักษาตนให้เป็นคนควรเขาทั้งหลายจะเชื่อถือได้ โดยรักษาวาจาสัตย์พูดอะไรเป็นมั่น ไม่เหียนหันเปลี่ยนแปลง คำพูดไปเพื่อความสะดวกเฉพาะครั้ง 1 คราว 1”
อาจสรุปได้ว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐต้อง “ไม่โกหก” ผู้อื่นเพื่อหวังผลในบางเรื่อง เพราะจะทำให้ขาดความเชื่อถือศรัทธา
เดือน ก.พ. 2557 นี้ จะเป็นวันครบรอบ “100 ปีของหลักราชการพระราชทาน” ผู้ตรวจการแผ่นดินในฐานะผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ มาตรา 244 ควรจัดกิจกรรมรณรงค์สร้าง “ความซื่อตรง” (Integrity) ขึ้น
โดยเฉพาะกรณี “ความซื่อตรงต่อบุคคลทั่วไป” ซึ่งเน้นเรื่อง “วจีสุจริต” เพื่อเรียกความเชื่อถือศรัทธาของประชาชนและนักลงทุนทั่วโลกให้กลับมา
อย่างน้อยให้เท่ากับที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานหลักเกณฑ์ไว้ คือ ไม่มีการโกหกต่อสาธารณะไม่ว่ากรณีใดๆ
ส่วนท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมควรประกาศต่อสาธารณะว่า “ไม่เคยอนุญาตให้ใครโกหกสีขาวกับประชาชน” และเน้นย้ำให้รัฐมนตรีและนักการเมืองทุกคนเป็นแบบอย่างในเรื่อง “วจีสุจริต”
เพียงเท่านี้ ลำดับ “ความน่าเชื่อถือของสาธารณะต่อนักการเมือง” น่าจะดีขึ้นอย่างแน่นอน







