
ต้องลงทุน
ในช่วงนี้เรื่องที่ต้องจับตามองมากที่สุด คือ การ Shutdown ของรัฐบาลสหรัฐ หลังจากที่ร่างกฎหมายงบประมาณไม่สามารถผ่านสภาคองเกรสได้ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก นับเป็นเรื่องเสียหายทางการเงินซ้ำซ้อนของประเทศสหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศไม่ลดวงเงินคิวอีลง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐออกมาบอกว่าจะลดแล้ว ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางและรัฐบาลสหรัฐลดลงไปมาก และน่าจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ โดย ธปท.จะต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบนี้
ในช่วงนี้เรื่องที่ต้องจับตามองมากที่สุด คือ การ Shutdown ของรัฐบาลสหรัฐ หลังจากที่ร่างกฎหมายงบประมาณไม่สามารถผ่านสภาคองเกรสได้ ซึ่งส่งผลกระทบไปทั่วโลก นับเป็นเรื่องเสียหายทางการเงินซ้ำซ้อนของประเทศสหรัฐ หลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศไม่ลดวงเงินคิวอีลง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ผู้ว่าการธนาคารกลางของสหรัฐออกมาบอกว่าจะลดแล้ว ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้ทำให้ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางและรัฐบาลสหรัฐลดลงไปมาก และน่าจะส่งผลกระทบต่อค่าเงินดอลลาร์ โดย ธปท.จะต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบนี้
เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้นที่ความขัดแย้งทางการเมืองสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ขนาดประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐก็มีปัญหาในเรื่องนี้เหมือนกัน
พูดถึงเรื่องการเมือง เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หลังจากที่วิจารณ์นโยบายไทยเข้มแข็ง 2020 ที่พรรคฝ่ายค้านเสนอ มีผู้อ่านหลายท่านอยากให้ช่วยอธิบายเพิ่มเติม จึงขอให้ข้อมูลดังนี้ เรื่องการใช้งบประมาณในงบปกติ งบประมาณประจำปีจะมีรายจ่ายประจำประมาณกว่า 80% โดยมีงบลงทุนไม่เกิน 20% ของงบประมาณ ซึ่งกฎหมายกำหนดให้รัฐบาลจะสามารถกู้ได้ไม่เกิน 20% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด ซึ่งก็เหมือนกับว่าเงินที่กู้ในงบประมาณเกือบเท่าๆ กับเงินลงทุน หากนำมาใช้ปรับปรุงระบบคมนาคมทุกปี ปีละกว่า 300,000 ล้านบาท ก็จะมีเงินเหลือที่จะไปลงทุนปรับปรุงในด้านอื่นๆ น้อยลง ประเทศก็จะเสียโอกาสในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ อีกทั้งการปรับเปลี่ยนงบประมาณในแต่ละปีสามารถทำได้ง่าย ซึ่งจะทำให้การลงทุนในโครงการใหญ่มีความไม่ต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น โครงการรถไฟทางคู่ของการรถไฟ มีแผนงานมาเป็นสิบปีแล้ว แต่งบประมาณถูกโยกไปใช้ในด้านอื่นหมด ที่ผ่านมาเลยไม่มีการดำเนินการเลย เป็นต้น การออกเป็น พ.ร.บ. จะทำให้การปรับปรุงเฉพาะด้านสำเร็จได้ ในขณะที่งบประมาณปกติก็สามารถใช้ในการลงทุนปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานด้านอื่นๆ เช่น การศึกษา การสาธารณสุข ฯลฯ อย่างที่ฝ่ายค้านเสนอ และอาจจะดีกว่าด้วย เพราะไม่ติดข้อจำกัดในการกู้ในงบประมาณ
มีการตั้งคำถามกันมากในเรื่องรถไฟความเร็วสูงว่าลงทุนสูงจะคุ้มทุนไหม จำเป็นต้องทำไหม จึงอยากขอเรียนว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเหมือนในอดีตที่ขาดดุลการค้า แต่ปัจจุบันได้ดุลการค้ามากว่าสิบปีติดกัน มีเงินทุนสำรองสะสมกว่า 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ดังนั้นแนวความคิดที่จะลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศให้เจริญยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีกว่าที่จะถือดอลลาร์ไว้เปล่าๆ เพราะอาจจะมีความเสี่ยงในอนาคต และหากไม่ลงทุนในรถไฟความเร็วสูง ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรที่ดีกว่านี้ โดยหากมองไปในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทุกประเทศจะมีรถไฟความเร็วสูงกันทั้งสิ้น ซึ่งหมายความว่าจะช้าจะเร็วเราก็ต้องทำรถไฟความเร็วสูงนี้ ทำก่อนก็ได้พัฒนาก่อน และทำก่อนก็ได้ต้นทุนที่ถูกกว่า และที่กลัวกันว่าจะไม่มีประชาชนมาใช้เพียงพอนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นห่วง เพราะกว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จก็ต้องใช้เวลา 710 ปี แล้วแต่ระยะของเส้นทาง ซึ่งในอนาคตอีก 10 ปี รัฐบาลมีแผนงานและวิธีการที่จะต้องเพิ่มรายได้ต่อหัวต่อคนต่อปีของประชาชนจาก 6,000 เหรียญ เป็น 13,000 เหรียญ ซึ่งจะทำให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น การเดินทางก็จะเพิ่มขึ้น ประกอบกับรถไฟความเร็วสูงนี้จะเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน ซึ่งจะนำนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนมากเข้ามาเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นกว่าปัจจุบันมาก และเหตุที่ไม่ให้คนอื่นมาลงทุนแทน ก็เพราะประเทศไทยเรามีเงินอยู่แล้ว หากให้ประเทศอื่นมาลงทุนให้ โดยปกติผู้ที่จะมาลงทุนก็จะบวกค่าใช้จ่ายอื่นๆ ทำให้ราคาสูงกว่านี้มาก หรือมาพร้อมกับเงื่อนไขที่เอาเปรียบ ดังเช่นการตกลงระหว่างประเทศจีนกับประเทศลาวที่มีปัญหาอยู่ ก็เพราะประเทศจีนต้องการที่ดินเป็นจำนวนมากตามแนวรถไฟความเร็วสูงเป็นเงื่อนไขแลกเปลี่ยน ซึ่งจะทำให้ประเทศลาวเสียโอกาสอย่างมากในอนาคต เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าหลังจากที่สร้างรถไฟความเร็วสูงแล้ว ที่ดินตามแนวบริเวณที่รถไฟความเร็วสูงวิ่งผ่าน โดยเฉพาะตามสถานีต่างๆ จะมีความเจริญสูงมาก และจะมีราคาแพง ซึ่งก็เป็นไปตามแผนงานที่รัฐบาลวางไว้ในการกระจายความเจริญเข้าสู่ภูมิภาค
ส่วนที่พูดกันแบบงงๆ ว่าจะต้องใช้เวลากว่า 600 ปีในการคืนทุนนั้น แสดงว่าผู้พูดไม่ได้เข้าใจเศรษฐกิจมหภาคเลย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะต้องคำนึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ใช่ผลตอบแทนในแต่ละโครงการมาพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น การตัดถนนเข้าไปในพื้นที่ ก็จะทำให้พื้นที่เจริญขึ้น มีการค้าขาย เกิดเมือง ทำให้รัฐบาลได้ผลตอบแทนในรูปภาษีคืนมา ถนนเองคงให้ผลตอบแทนไม่ได้ เป็นต้น หรืออย่างการสร้างสนามบินสุวรรณภูมิที่ลงทุนไป ปัจจุบันทำให้มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวประเทศไทยเพิ่มขึ้นมาก มีรายได้จากการท่องเที่ยวถึงล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งคุ้มเกินคุ้ม ซึ่งการลงทุน 2 ล้านล้านบาทในระบบคมนาคมนี้ ก็จะให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในลักษณะที่คล้ายกัน ซึ่งจะทำให้รัฐได้ภาษีกลับมาคืนทุนในระยะเวลาไม่นานอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ หากรวมต้นทุนทางสังคมที่ประชาชนจะมีความสุขเพิ่มขึ้น มีความสะดวกสบายมากขึ้น มีโอกาสในอนาคตที่เพิ่มขึ้น การลงทุนนี้ก็ยิ่งกว่าคุ้มอีก







