
มองประวัติศาสตร์มุมใหม่ผ่านร่องรอยสัมพันธ์ ไทย-ยุโรป
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
“ผมยอมรับว่าเมื่อเอ่ยถึงความสัมพันธ์ระหว่างยุโรปกับไทย หรือยุโรปกับประเทศต่างๆ ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สิ่งที่คนส่วนใหญ่จะนึกถึงก็คือ การล่าอาณานิคม ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก”
ลุค ซิทรีโนท์ ผู้จัดการโครงการแผนที่มรดกยุโรปในกรุงเทพฯ และกรุงศรีอยุธยา และนักวิจัยประจำทาลิสแมน มีเดีย กล่าวระหว่างพาสื่อมวลชนเยี่ยมชมตัวอย่างสถานที่ที่ได้รับอิทธิพลการออกแบบก่อสร้างจากยุโรป บางสถานที่ในปัจจุบัน คือ บ้านพักทูตประเทศต่างๆ ในยุโรปซึ่งได้รับการดูแลรักษาอย่างดี หรือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของศาสนาคริสต์ ขณะที่บางสถานที่มองเห็นร่องรอยความเสื่อมถอยตามกาลเวลาที่ถูกละเลยชัดเจน
ขณะเดียวกันความเห็นข้างต้นยังสะท้อนทัศนคติส่วนหนึ่งที่มีต่อการอนุรักษ์อาคารเก่าแก่สไตล์ฝรั่งที่แทรกตัวอยู่ท่ามกลางตึกสูงเสียดฟ้าทันสมัยมากมายภายกว่า 200 แห่งในกรุงเทพฯ ได้เป็นอย่างดีว่าไม่ค่อยได้รับความเอาใจใส่มากกว่าที่ควรจะเป็นนัก
นักวิจัยชาวฝรั่งเศสซึ่งอาศัยอยู่ในไทยมานานถึง 10 ปีรายนี้ ยอมรับว่ารู้สึกใจหายที่ต้องเห็นร่องรอยเหล่านี้ถูกทำลายหรือเลือนหายไป ทั้งๆ ที่รูปแบบสถาปัตยกรรมการออกแบบและสิ่งปลูกสร้างของอาคารเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ไทยด้วยเช่นกัน
“ผมยอมรับว่าการล่าอาณานิคมซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย มีส่วนทำให้อาคารแบบยุโรปมาอยู่ที่นี่ แต่ถึงจะอยากลบออกอย่างไร เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ เพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ มีแต่ต้องยอมรับและมองให้เห็นคุณค่าแทน” ซิทรีโนท์ กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อพลิกตำราประวัติศาสตร์ดูจะพบว่าไทยเริ่มความสัมพันธ์กับยุโรปช่วงกลางศตวรรษที่ 16 หรือเมื่อเกือบ 600 ปีที่แล้ว โดยโปรตุเกสถือเป็นฝรั่งชาติแรกที่เดินทางมาเยือนไทยเพื่อค้าขายและเผยแพร่ศาสนา ก่อนที่ความสัมพันธ์กับยุโรปชาติอื่นจะขยายมาเรื่อยจนถึงยุครัตนโกสินทร์ ซึ่งเป็นยุคที่ไทยเริ่มเปิดประเทศ
ซิทรีโนท์ เล่าว่า พระมหากษัตริย์ของไทยสมัยรัชกาลที่ 4, 5 และ 6 ทรงให้ความสำคัญกับการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าทันสมัย ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการถ่ายทอดความรู้แนวคิดยุโรปผ่านการก่อสร้างอาคารบ้านเรือน ระบบคมนาคม รูปปั้นอนุสาวรีย์ และวัฒนธรรมด้านอื่นๆ มากมาย
“พระราชดำริในการพัฒนาทำให้ความเป็นยุโรปในไทยมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนที่ใดในโลก หรือแม้แต่ ขอโทษนะครับ ประเทศที่เคยเป็นเมืองขึ้นของยุโรป ไทยมีอาคารสไตล์อิตาลี มีสวนแบบอังกฤษ มีอนุสาวรีย์แบบฝรั่งเศส มีสะพานแบบเบลเยียม มีสถานีรถไฟแบบเยอรมนี และอาคารที่ได้รับอิทธิพลของหลายชาติยุโรปรวมกัน หรือแม้กระทั่งวัดไทยที่ผสมศิลปะของยุโรปเข้าไปอย่างลงตัว เช่น วัดราชบพิธ” ซิทรีโนท์ กล่าวถึงสิ่งที่ค้นพบระหว่างจัดทำแผนที่มรดกยุโรป โดยเชื่อมั่นว่าสิ่งนี้จะเป็นการเปิดโฉมหน้าใหม่เมืองหลวงของไทย
เหตุผลเพราะการมีสิ่งเก่าที่มีลักษณะเฉพาะหาที่ไหนไม่ได้บนโลกใบนี้ เพราะเป็นการผสมผสานจากหลายชาติตั้งแซมอยู่ท่ามกลางตึกทรงสี่เหลี่ยมจะกลายเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยี่ยมชม
แน่นอนว่าการมองเห็นคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ กลายเป็นแรงผลักดันให้ซิทรีโนท์ทำโครงการแผนที่มรดกยุโรป ภายใต้การสนับสนุนจากเครือข่ายสถาบันวัฒนธรรมแห่งชาติสมาชิกสหภาพยุปโรปแห่งประเทศไทย (ยูนิค) แต่นักวิจัยรายนี้ยอมรับว่าโครงการนี้ช่วยรักษาร่องรอยมรดกยุโรปที่มีอยู่ได้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น โดยอีกส่วนหนึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลไทย
“เมื่อทิ้งไว้ย่อมกลายเป็นของไร้ค่า ทำไมเราไม่ปรับปรุงให้อาคารเก่าแก่กลับมาใช้งานได้ จะเป็นพิพิธภัณฑ์ หอศิลปะ หรือสถานที่จัดงานประชุม เปิดให้คนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาชื่นชม” นักวิจัยชาวฝรั่งเศส กล่าว
ด้าน ซิลเวียน ฟูรีแยร์ ประธานเครือข่ายยูนิคและอุปทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย กล่าวว่า โครงการแผนที่มรดกยุโรปเป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่จะทำให้ยุโรปมีโอกาสขยายความร่วมมือกับไทยเพื่อการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากยุโรป ที่เหลือคือรอให้ทางภาครัฐไทยเข้ามาประสานงานร่วมกันเท่านั้น
ทั้งนี้ แม้จะเป็นวลีที่ใช้กันบ่อย แต่ แอททีลา ยีไตร รองหัวหน้าสำนักงานคณะผู้แทนสหภาพ ยุโรปประจำประเทศไทย ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า การ อนุรักษ์ร่องรอยประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ คือสิ่งสำคัญที่ไม่อาจประเมินค่าได้
เพราะหากไม่รู้จักรากเหง้าของอดีต ก็คงยากที่จะเห็นคุณค่าของปัจจุบัน







