
งบปี'57...ม่ชัตดาวน์
ถนนการเมืองทุกสายวันนี้จะพุ่งตรงมาที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพราะเตรียมชี้ชะตาว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ถนนการเมืองทุกสายวันนี้จะพุ่งตรงมาที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้ง เพราะเตรียมชี้ชะตาว่าร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2557 จะขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่
ประเด็นนี้สืบเนื่องมาจากกลุ่ม 40 สว. ได้ยื่นคำร้องเอาไว้ หลังจากเห็นว่าการตัดงบประมาณองค์กรอิสระหลายแห่งและศาลของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ของสภาผู้แทนราษฎรขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 168 ที่ระบุว่า “รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการบริหารงานโดยอิสระของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง และองค์กรตามรัฐธรรมนูญ”
โดยมีหลายองค์กรที่ถูกตัดงบประมาณ เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ของบประมาณไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) จำนวน 2,064,349,200 บาท แต่ได้รับการอนุมัติ 1,324,561,400 บาท และพอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะ กมธ.ถูกปรับลดอีก 4 ล้านบาท
ไม่ต่างกับ สำนักงานศาลยุติธรรม ลดลงเหลือ 14,590,818,200 บาท จากเดิม 14,601,695,200 บาท สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ลดลงเหลือ 226,736,300 บาท จากเดิม 227,653,900 บาท สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 206,303,200 บาท จากเดิม 207,303,200 บาท
ตรงนี้เองจึงเป็นพฤติการณ์ที่ชวนให้เกิดการตีความได้ว่า รัฐบาลและคณะ กมธ.ไม่ได้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 168
ทั้งนี้ ตลอดการพิจารณากฎหมายงบประมาณที่ผ่านมา ได้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลว่าได้ตอบโต้การทำงานขององค์กรอิสระผ่านการปรับลดงบประมาณ
อย่างไรก็ตาม การตัดงบประมาณขององค์กรตรวจสอบไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกับร่าง พ.ร.บ.งบประมาณปี 2557 เป็นครั้งแรก โดยใน พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี 2556 ได้ปรากฏการณ์การหั่นงบประมาณขององค์กรดังกล่าวให้เห็นมาแล้วด้วยเช่นกัน
ปีนั้นหน่วยงานของศาล ประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง ขอรับการจัดสรรงบประมาณ 27,970,414,234 บาท แต่ได้รับเพียง 16,445,367,100 บาท
หน่วยงานขององค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานอิสระตามรัฐธรรมนูญ จำนวน 8 องค์กร อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง และ ป.ป.ช. เป็นต้น ได้ของบประมาณ 23,355,653,800 บาท แต่ได้รับเพียง 12,614,951,500 บาท
ทว่า โชคดีที่ไม่มีผู้ยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ทำให้รัฐบาลผ่านมาได้ ไม่เหมือนกับปีนี้ที่กลุ่ม 40 สว. ได้ร้องศาลรัฐธรรมนูญเอาไว้
ข้อต่อสู้หนึ่งที่รัฐบาลพยายามนำมาหักล้างฝ่ายตรงข้ามอยู่ที่การชี้แจงให้ศาลรัฐธรรมนูญเข้าใจว่า “ไม่ได้ทำการตัดงบ แต่เป็นการปรับลด”
โดยอธิบายว่า ในมาตรา 168 ของรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจ สส.สามารถปรับลดหรือตัดทอนรายจ่ายได้ ยกเว้นเฉพาะงบรายจ่าย 3 ประเภทเท่านั้นที่สภาไม่สามารถปรับลดได้ คือ 1.เงินส่งใช้ต้นเงินกู้ 2.ดอกเบี้ยเงินกู้ และ 3.เงินที่กำหนดใช้จ่ายตามกฎหมาย
ขณะที่ “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” ประธาน ป.ป.ช. ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรกับการถูกตัดงบประมาณมากนัก โดยบอกแต่เพียงว่า “ยอมรับว่างบประมาณที่ถูกตัดอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานบ้าง เพราะมีภารกิจเป็นจำนวนมาก แต่ยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ภายใต้งบประมาณที่ได้รับการจัดสรร”
ดังนั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยไปในทิศทางใด โดยมีความเป็นไปได้ใน 2 แนวทางด้วยกัน
แนวทางที่ 1 ยกคำร้อง หากออกมาในแนวทางนี้แสดงว่าคำร้องของกลุ่ม 40 สว. ฟังไม่ขึ้น จากนั้นรัฐบาลสามารถเดินหน้ากระบวนการให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ มีผลบังคับใช้ เนื่องจากศาลเห็นว่าการปรับลดงบประมาณขององค์กรต่างๆ เป็นอำนาจความชอบธรรมของสภาตามรัฐธรรมนูญ
แนวทางที่ 2 ให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ขัดกับรัฐธรรมนูญ หมายความว่า ศาลเห็นว่าการปรับลดงบประมาณในส่วนของศาลและองค์กรอิสระ เป็นการทำให้หน่วยงานเหล่านี้ไม่ได้รับงบประมาณจากรัฐอย่างเพียงพอตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือได้ว่ากระบวนการจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ เป็นไปอย่างมิชอบ
ถึงกระนั้น ในแนวทางที่ 2 ของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญยังต้องมาดูอีกด้วยว่า “ศาลจะให้ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ทั้งฉบับเป็นโมฆะ” หรือ “จะให้เฉพาะบทบัญญัติที่สภาปรับลดงบประมาณของศาลและองค์กรอิสระเป็นโมฆะ”
แต่ไม่ว่าศาลจะวินิจฉัยว่าร่างกฎหมายงบประมาณเป็นโมฆะเฉพาะบางมาตราหรือทั้งฉบับ รัฐบาลต้องเหนื่อยอีกอยู่ดี เพราะต้องเสนอร่างกฎหมายเข้ามาให้สภาและวุฒิสภาพิจารณาอีกรอบ เพียงแต่จะเป็นรูปแบบยกร่างใหม่ทั้งหมดหรือเฉพาะบางมาตราเท่านั้น
ดังนั้น สถานการณ์ในวันนี้เรียกได้ว่ารัฐบาลกำลังภาวนาด้วยใจระทึกว่า ขอให้งบประมาณของประเทศไทยไม่เข้าสู่ภาวะ “ชัตดาวน์” แบบสหรัฐ เพื่อแผนการของรัฐบาลทุกอย่างเดินหน้าไปได้
แม้ว่ารัฐธรรมนูญไทยมาตรา 166 จะเปิดช่องให้รัฐบาลสามารถใช้กฎหมายงบประมาณฉบับเก่าไปพลางๆ ก่อนได้ ซึ่งช่วยให้รัฐบาลไม่ตกที่นั่งลำบากในกรณีที่กฎหมายงบประมาณมีเหตุต้องล้มกลางคัน แต่ในทางการเมืองต้องถือว่ารัฐบาลเสียรังวัดไปไม่น้อย
เนื่องจากโครงการลงทุนของรัฐบาลในด้านเศรษฐกิจงบประมาณส่วนท้องถิ่นที่วาดฝันไว้ว่าจะใช้สร้างฐานทางการเมืองต้องสะดุดลง
ที่สุดแล้วรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อาจไม่ถึงขั้นชัตดาวน์ แต่ในอนาคตอาจเกิดการรีเซตด้วยการยุบสภาเพื่อนับหนึ่งใหม่หากเดินทางมาถึงทางตันในเร็วๆ นี้







