
ล่า2 คนร้ายขนยาบ้า 126,000 เม็ดเผ่นหนี
ตำรวจสามร้อยยอด ประจวบฯไล่ล่า2คนร้ายค้ายาบ้ายิงประทะเดือดก่อนจนมุมต้องทิ้งรถที่ขนยาบ้ากว่า 126,000 เม็ดเผ่นเข้าป่าข้างทาง
ตำรวจสามร้อยยอด ประจวบฯไล่ล่า2คนร้ายค้ายาบ้ายิงประทะเดือดก่อนจนมุมต้องทิ้งรถที่ขนยาบ้ากว่า 126,000 เม็ดเผ่นเข้าป่าข้างทาง
เมื่อเวลา 21.30 น. ( 2 ต.ค.) ศูนย์วิทยุ สภ.สามร้อยยอด อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้วิทยุขอกำลังเสริมจาก สภ.กุยบุรี และ สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ให้ช่วยสกัดจับรถเก๋ง ยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้ สีดำ หมายเลขทะเบียน กง.233เพชรบุรี ซึ่งมีชาย 2 คน ขับรถหลบด่านตรวจ สภ.สามร้อยยอด ไม่ยอมเข้าด่านให้ตรวจค้นตามปกติ ได้ใช้เส้นทางเลี่ยงในหมู่บ้าน ก่อนมุ่งหน้าลงภาคใต้ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขับรถติดตามมา แต่รถเก๋งคันคันดังกล่าวขับรถด้วยความเร็วสูง และฝ่าสัญญาณไฟแดง ที่สี่แยก อ.กุยบุรีด้วย ก่อนที่จะยูเทิร์นรถเพื่อย้อนกลับเข้าสู่ถนนเพชรเกษมฝั่งขาขึ้นกรุงเทพ แล้วเปิดฉากยิงทะลุกระจกรถเข้าใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่ก็ยิงตอบโต้ จนรถเก๋งยางหน้าด้านซ้ายแตก ไม่สามารถขับต่อได้ ต้องจอดรถอยู่ริมถนนเพชรเกษมบริเวณหลัก กม.302-303 แล้วคนร้ายทั้ง 2 คนภายในรถได้เผ่นหนีเข้าป่าข้างทางพร้อมกับอาวุธประจำกายทันที เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้วิทยุขอกำลังเสริม จากนั้น พ.ต.ท.พิเชษฐ์ รณฤทธิ์ไกร พนักงานสอบสวน สภ.สามร้อยยอด ได้รายงานให้ พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ,พ.ต.อ.พ.ต.อ.พนิช อ่วมสอาด ผกก.สภ.สามร้อยยอด ,พ.ต.อ.กันตพิชญ์ กฤตวงศ์วิมาน ผกก.สภ.กุยบุรี และ พ.ต.อ.อาคเนย์ แดงด้อมยุทธ์ ผกก.สภ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ทราบทันที
จากนั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจทีมพิสูจน์หลักฐาน ได้เข้าเคลียร์ที่เกิดเหตุ เพื่อเก็บพิสูจน์หลักฐานทั้งหมด จากรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า ซิตี้สีดำ ทะเบียน กง.233เพชรบุรี ที่จอดอยู่ในที่เกิดเหตุ พบว่าภายนอกรถตบแต่งแบบธรรมดาคล้ายรถเก๋งของวัยรุ่นทั่วไป แต่เมื่อเปิดกระโปร่งหลังรถเก๋ง พบมีการติดตั้งชุดถังไนตรัสอ๊อกไซด์ ที่ปกติใช้สำหรับติดตั้งในรถแข่ง ในสนามแข่งขันต่างๆ เพื่อใช้เปิดเพิ่มอัตราเร่งให้กับเครื่องยนต์ เพิ่มแรงม้า ทำให้เร่งแซงรถคันได้ดีกว่า การมาติดตั้งในรถเก๋งนอกสนามแข่งแบบนี้ เชื่อว่าจะใช้สำหรับเปิดเพื่อทำความเร็วเพื่อหลีกหนีผู้ติดตามหรือทำความเร็วแข่งกับเวลานั่นเอง
จากนั้นตรวจสอบพบปลอกกระสุนปืนไม่ทราบขนาดตกอยู่บนพื้นถนน จำนวน 2ปลอกจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน ที่กระจกรถด้านหลังขวา รอยกระสุนปืน 4 จุด และกระจกด้านหลัง มีรอยกระสุนปืน อีก 2 จุด รวมจำนวน 6 จุด เมื่อตรวจภายในรถยนต์ พบกระเป๋าสตางค์สีดำตกอยู่ภายในพบบัตรประชาชนระบุชื่อ นายภูวนาท ชูทอง อายุ24 ปี อยู่บ้านเลขที่151 หมู่ที่ 5 ต.ป่าพะยอม อ.ป่าพะยอม จ.พัทลุง พร้อมใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ และบัตรประจำตัวอาสาสมัครทหารพราน สังกัด กรมทหารพรานที่ 48 เลขที่ 990/2556 ของนายภูวนาท ชูทอง อยู่ภายในกระเป๋าสตางค์ใบดังกล่าวด้วย จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน พร้อมตรวจสอบรอยนิ้วมือแฝงภายในรถและวัตถุพยานอื่น
กระเป๋าเป้วางอยู่ที่เบาะหลัง จำนวน 2 ใบ เป็นสีน้ำตาล 1 ใบ และสีดำอีก 1 ใบ พบว่ากระเป๋าเป้ใบใหญ่สีน้ำตาล บรรจุ ยาบ้าจำนวน 31มัดๆละ 2,000 เม็ด ถูกพันทับด้วยผ้าเทปสีดำ มีเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งปิดทับยาบ้าไว้ นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า มีกระเป๋าเป้ สีน้ำตาล อีก 1 ใบ ซุกซ้อนอยู่ในพงหญ้าข้างทาง ห่างจากรถเก๋งไปประมาณ 10 เมตร พบมัดยาบ้า พันด้วยผ้าเทปสีดำ และคาดผ้าเทปสีแดงไว้เพื่อทำเป็นสัญญาลักษณ์บางอย่าง เพิ่มอีก 32 มัด รวมเป็นยาบ้าที่ตรวจยึดได้เบื้องต้นจำนวน 63 มัด รวมพบยาบ้า 126,000 เม็ด มูลค่ากว่า 31,500,000บาท และเมื่อตรวจค้นกระเป๋าเป้ทั้งสองใบอย่างละเอียด ยังพบแท็กสัญญาลักษณ์สายการบินนกแอร์ พร้อมรหัสเที่ยวบินและวันเดินทาง จึงเชื่อได้ว่ายาบ้ากว่า 1แสนเม็ด ล็อตนี้ ขนย้ายมาทางเครื่องบิน ก่อนที่จะใช้รถเก๋งไปรับยาบ้าที่ท่าอากาศยานเพื่อเดินทางส่งลูกค้าในพื้นที่ภาคใต้ต่อไป
พล.ต.ต.ธเนษฐ สุนทรสุข ผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า คนร้ายมีด้วยกัน 2 คน พร้อมอาวุธปืนไม่ทราบขนาด ซึ่งได้ขับรถเก๋งหลบด่านตรวจที่ สภ.สามร้อยยอด แต่ก็ไม่รอดสายตา ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามจนพบ และขับรถไล่ตามจนกระทั่งมาจนมุมในจุดเกิดเหตุ แล้วคนร้ายจำยอมต้องทิ้งรถเก๋งพร้อมยาบ้าของกลางกว่า 1 แสนเม็ดไป โดยไม่ทราบว่า ยังมียาบ้าหรือยาเสพติดอื่นที่ตัวของคนร้ายทั้ง 2 คนหรือไม่ จึงได้สั่งระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1 ร้อยคนระดมกำลังปิดล้อม ทุกด้าน พร้อมขอสนับสนุนกำลังเจ้าหน้าที่กู้ภัยจากมูลนิธิสว่างประจวบธรรมสถาน และเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่อยู่ใกล้เคียง อำนวยความสะดวกด้านการจราจรและไฟส่องสว่าง เพื่อปิดล้อมตรวจค้นและกดดันให้คนร้ายยอมมอบตัวโดยดี และยังได้ขอสนับสนุนสุนัขตำรวจจำนวน 2 ตัว และเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองกำกับการถวายอารักขาถวายความปลอดภัย กองบังคับการสืบสวนภาค7 มาช่วยดมกลิ่นค้นหาตัวคนร้ายด้วย โดยใช้เวลาในการระดมกำลังไล่ล่าคนร้ายนานกว่า 7 ชั่วโมงแล้วกระทั่งใกล้เช้า(05.00น.)ของวันที่ 3 ตุลาคม ก็ยังไม่พบตัวคนร้ายทั้ง 2 คน เพียงร่องรอยการหลบหนีไปตามจุดต่างๆ แต่ก็มั่นใจว่าจะสามารถติดตามจับกุมคนร้ายทั้ง 2คนได้โดยเร็ว







