posttoday
เอเชียสะท้านวิกฤต "มะกันชัตดาวน์"

เอเชียสะท้านวิกฤต "มะกันชัตดาวน์"

02 ตุลาคม 2556

หลังจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมาทั่วโลกต้องอกสั่นขวัญผวาไปกับการลุ้นว่าสหรัฐจะแก้ปัญหาหน้าผาการคลัง (ฟิสคัล คลิฟ) ได้หรือไม่

โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์

หลังจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมาทั่วโลกต้องอกสั่นขวัญผวาไปกับการลุ้นว่าสหรัฐจะแก้ปัญหาหน้าผาการคลัง (ฟิสคัล คลิฟ) ได้หรือไม่ ล่าสุดวิกฤตการคลังสหรัฐได้กลับเข้ามาอยู่ในความสนใจของคนทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อสภาคองเกรสไม่สามารถหาทางประนีประนอมข้อตกลงแก้ไขปัญหาทางตันด้านงบประมาณของปี 2014 ร่วมกันได้ทันตามกำหนดของคืนวันที่ 30 ก.ย. ซึ่งเป็นเส้นตายวันสุดท้ายก่อนจะเริ่มปีงบประมาณใหม่

ทำให้งบประมาณของหน่วยงานภาครัฐหลายส่วนต้องชะงักลง และคาดว่าเจ้าหน้าที่รัฐเกือบ 8 แสนคนจะถูกพักงานและหยุดจ่ายเงินเดือนเอาไว้ชั่วคราวอีกด้วย โดยเริ่มมีผลตั้งแต่วันอังคารที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไป ภาวะดังกล่าวรู้จักกันในนามว่า “ชัตดาวน์” หรือภาวะที่รายจ่ายงบประมาณของรัฐบาลได้หยุดชะงักลงไป

ภาวะทางตันด้านงบประมาณที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี ในเบื้องต้นบริษัทวิจัยไอเอชเอสได้คาดการณ์ว่าจะสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจทั้งประเทศอย่างน้อยวันละ 300 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ วิกฤตดังกล่าวยังมีขึ้นท่ามกลางภาวะที่สหรัฐกำลังเผชิญกับภาวะหนี้ชนเพดาน 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงกลางเดือนนี้พอดิบพอดี

จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้เกิดความหวั่นเกรงกันว่าปัญหาภาวะทางตันด้านงบประมาณจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียไปด้วย เนื่องจากเป็นภูมิภาคที่พึ่งพาการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐในสัดส่วนที่สูง

ถึงกระนั้น ในมุมมองของนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในระยะสั้นผลกระทบจากการที่สภาคองเกรสไม่สามารถผ่านร่างกฎหมายงบประมาณปีหน้าได้ทันตามกำหนดจะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทางฝั่งของเอเชียไม่มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากปัญหาดังกล่าวสามารถเคลียร์ให้จบได้เร็ว

ประการแรก การตัดลดงบประมาณที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติหลังจากที่ไม่สามารถผ่านกฎหมายงบประมาณได้ส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปทางด้านงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีความสำคัญมากนัก

ประการต่อมา เป็นที่คาดการณ์กันว่าในที่สุดแล้ว ปัญหาดังกล่าวน่าจะได้รับการคลี่คลายได้โดยเร็ว เนื่องจากหากปล่อยปัญหาไว้นานสองพรรคการเมืองใหญ่ในสหรัฐ ทั้งเดโมแครตและรีพับลิกันเสี่ยงจะต้องเผชิญกับแรงกดดันทางการเมืองจากประชาชนในประเทศหนักขึ้น และทำให้ในที่สุดทั้งสองฝ่ายต้องยอมประนีประนอมกันเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ประการที่สาม ความเสี่ยงจากปัญหาดังกล่าวในส่วนของตลาดทุนก็ได้รับการคาดการณ์และเตรียมตัวเตรียมใจกันมาสักพักแล้ว

เนื่องจากสิ่งที่ตลาดให้ความสนใจมุ่งเน้นไปที่ท่าทีในการดำเนินนโยบายการใช้มาตรการผ่อนปรนเชิงปริมาณ (คิวอี) เดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ว่าจะเริ่มลดลงเมื่อไหร่มากกว่า

ฉะนั้นจึงทำให้ภายหลังจากที่เส้นตายในการหาข้อตกลงด้านงบประมาณร่วมกันในสภาสหรัฐ ตลาดจึงไม่ได้รับผลกระทบมาก ซ้ำยังปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย โดยตลาดหุ้นนิกเกอิของญี่ปุ่น ปรับตัวขึ้น 0.2% ปิดที่ 14,484.72 จุด ดัชนีคอมโพสิตตลาดหุ้นโซลของเกาหลีใต้ ปรับตัวขึ้น 0.1% ปิดที่ 1,998.87 จุด

อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่งหากปัญหาด้านงบประมาณยังคงยืดเยื้อต่อไปโดยที่แต่ละฝ่ายพยายามเล่นเกมการเมืองมากกว่ามุ่งแก้ปัญหาส่วนรวมอย่างจริงจัง อาจทำให้ปัญหาดังกล่าวเลวร้ายลงไปมากกว่าที่คาดไว้ โดยเฉพาะในด้านความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายภาคธุรกิจในเมืองลุงแซมที่น่าจะลดลงอย่างหนัก และนั่นย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อไปยังเศรษฐกิจของเอเชียอีกด้วย เพราะเอเชียเป็นฐานการผลิตและส่งออกสินค้ามายังสหรัฐ ดังนั้น เมื่อภาคธุรกิจสหรัฐสั่งซื้อสินค้าและวัตถุดิบน้อยลง เอเชียย่อมเผชิญปัญหาตามไปด้วย

โรเบิร์ต พีเออเวนเดสฟอร์ด นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารเครดิตสวิส เอจี สาขาสิงคโปร์ ระบุว่า หากปัญหาดังกล่าวสามารถแก้ไขลงได้ใน 34 วัน ผลกระทบต่อเศรษฐกิจจะไม่มาก แต่หากยืดเยื้อต่อไปถึง 1 เดือน คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐค่อนข้างร้ายแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอัตราการขยายตัวของจีดีพีในไตรมาส 4 ปีนี้ที่คาดว่าจะหายไปถึง 12%

ซึ่งนั่นย่อมส่งผลกระทบต่อการส่งออกของเอเชียอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่พึ่งพาสหรัฐเป็นตลาดส่งออกสำคัญ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ที่คาดว่าจะเจ็บตัวจากปัญหาทางตันด้านงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐมากที่สุด

นอกจากนี้ หากปล่อยให้ปัญหางบประมาณยืดเยื้อไปจนถึงช่วงกลางเดือนนี้ ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่สหรัฐจะเผชิญกับภาวะหนี้ชนเพดานพอดีที่ 16.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ก็คาดว่าจะทำให้การเจรจาเพื่อขอขยายเพดานหนี้ของรัฐบาลจะต้องเผชิญกับความยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ถ้าหากว่าทั้งพรรคเดโมแครตและรีพับลิกันยังไม่สามารถหาทางประนีประนอมการขยายเพดานหนี้ได้ทัน เศรษฐกิจแดนสหรัฐย่อมต้องเผชิญกับผลกระทบกระเทือนอย่างหนัก และส่งผลลามไปถึงทั่วโลกตามมาอย่างแน่นอน

ถึงกระนั้นก็ตาม นักวิเคราะห์บางส่วนยังคงมองว่า แม้จะมีความเสี่ยงว่าสหรัฐอาจผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ไม่สามารถขยายเพดานหนี้ได้ทันตามกำหนด แต่ก็คาดว่าจะไม่ได้ส่งผลกระเทือนต่อความเชื่อมั่นของตลาดพันธบัตรสหรัฐมากนัก โดยเฉพาะในสายตาของกลุ่มประเทศในเอเชียที่เป็นเจ้าหนี้ที่ถือครองพันธบัตรสหรัฐมากถึง 5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

เนื่องจากผู้ถือครองสินทรัพย์พันธบัตรเมืองลุงแซมในเอเชีย ยังคงมีความเชื่อมั่นว่าต่อให้สหรัฐเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆ แต่สุดท้ายแล้วพันธบัตรสหรัฐก็ยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงอยู่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมองการลงทุนไปในระยะยาว

นอกจากนี้ แม้ว่าที่ผ่านมาหลายประเทศจะเริ่มการลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐลง เช่น จีน ที่ลดการถือครองลงมาที่ 1.277 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในช่วงสิ้นเดือน ก.ค. จากเดิมในเดือน พ.ค.ที่ 1.297 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแต่นั่นถือเป็นการปรับลดพอร์ตการลงทุนเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้แสดงถึงภาวะความเชื่อมั่นต่อพันธบัตรสหรัฐที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด

แม้ว่าปัจจัยข้างต้นจะสะท้อนว่าเอเชียยังคงเบาใจได้อยู่ แต่หากสถานการณ์พลิกผัน และส่อแววยืดเยื้อนานขึ้น เอเชียก็เสี่ยงที่จะเจ็บตัวและได้รับผลกระทบไม่น้อย

ฉะนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับภาวะความเสี่ยงด้านวิกฤตทางตันด้านการคลังของสหรัฐ จึงถือเป็นประเด็นต้องให้การติดตามและจับตาดูความเคลื่อนไหวไม่น้อย

ข่าวล่าสุด

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม

การบินไทย ออกมาตรการเยียวยาผู้โดยสาร กระเป๋าตกค้าง ยกเลิกเที่ยวบิน ช่วงน้ำท่วม