
ธาริต เพ็งดิษฐ์ โต้คำครหา (...) รับใช้รัฐบาล...ทรยศ ปชป.
เจ้าตัวไม่ยอมรับเป็น “เด็กเพื่อไทย” ปฏิเสธข้อครหา หลับหูหลับตารับใช้รัฐบาลเต็มสูบ แต่ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ก็ถูกเสนอชื่อให้นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ
โดย...พิเชษฐ์ ชูรักษ์/รัฐพงศ์ เทียมทองใบ
เจ้าตัวไม่ยอมรับเป็น “เด็กเพื่อไทย” ปฏิเสธข้อครหา หลับหูหลับตารับใช้รัฐบาลเต็มสูบ แต่ “ธาริต เพ็งดิษฐ์” ก็ถูกเสนอชื่อให้นั่งเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่ 19 ก.ย. 2556 ถึง 18 ก.ย. 2557 หลังจากดำรงตำแหน่งอธิบดีครบวาระ 4 ปี
ธาริตได้นั่งเก้าอี้ใหญ่ตัวนี้ในยุครัฐบาลประชาธิปัตย์ ใครๆ ก็คิดว่าเขาคงตกเป็นเป้าถูกเขี่ยพ้นตำแหน่งแน่ๆ ทว่าหลังรัฐบาลเพื่อไทยขึ้นครองอำนาจ หนึ่งในคณะทำงานศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ศูนย์ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระชับพื้นที่เหตุการณ์เดือน พ.ค. 2553 กลับพลิกบทบาทเป็นที่พออกพอใจของรัฐบาล
จากนั้นเป็นต้นมา ผลงานธาริตเริ่มเข้าตารัฐบาลต่อเนื่อง ดีเอสไอกลายเป็นอาวุธหนักถล่มพรรคประชาธิปัตย์อยู่หลายคดี อาทิ คดีสั่งการสลายการชุมนุมปี 2553 พุ่งเป้าใส่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี คดีทุจริตการก่อสร้างโรงพักทดแทน 396 แห่ง คดีทุจริตสร้างแฟลตตำรวจ คดีต่อสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส รวมไปถึงคดีเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์
คำถามพุ่งเข้าหาอธิบดีดีเอสไอว่า ทำงานรับใช้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ เพื่อตอบสนองประโยชน์ทางการเมือง...ทำไมธาริตถึงเปลี่ยนสีได้รวดเร็วถึงเพียงนี้
“ขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ช่วงเดือน เม.ย. ถึง พ.ค. ปี 2553 ช่วงเผาบ้านเผาเมือง ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เข้าไปสู่การก้าวล้ำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย ขอใช้คำว่า “เรดโซน” ไม่ใช่คนชุมนุมเรือนหมื่นจะผิดหมด แต่มีกลุ่มคนเล็กๆ ที่เรียกว่า ฮาร์ดคอร์ นปช. ก้าวเข้าไปในเรดโซน ซ่องสุมตั้งค่ายกล ปิดถนน ซึ่งขณะนั้นประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล
แล้วไม่ใช่ดีเอสไอหรือที่เข้าไปบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ดำเนินคดีอย่างเฉียบขาดและเรื่องก็จบลงได้ พวกนี้ก็ถูกดำเนินคดี บรรดาคนเสื้อแดงก็ด่าดีเอสไอต่างๆ นานา ถ้ารู้ตัวเลขจะตกใจ 65 คดี 295 คน ถูกดำเนินคดี ขณะนี้เป็นจำเลยอยู่ในศาล ยังไม่ทราบชะตากรรมว่าจะติดคุกหรือไม่ อาทิ จตุพร พรหมพันธุ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ วีระ มุสิกพงศ์”
อธิบายข้ามไปฝ่ายกระชับพื้นที่หรือสลายการชุมนุม คือ ศอฉ.ถามว่า ศอฉ.เข้าไปในเรดโซนหรือไม่ วันนี้ข้อเท็จจริงปรากฏออกมาแล้ว “จากการไต่สวนของศาล 6 ศพ ที่วัดปทุมวนาราม พบว่าทหารยิงจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส โดยกระสุนทหารความเร็วสูง แต่ทหารทำตามคำสั่ง ศอฉ. เมื่อศาลสั่งมาแบบนี้ดีเอสไอต้องทำตามหน้าที่ เพราะคดีอยู่ที่ดีเอสไอ ถ้าศาลบอกว่าคนตายเจอฟ้าผ่าเป็นลม ไม่ต้องหาคนทำผิด คดีจบ
แต่ศาลบอกว่ามีคนผิด ซึ่งคนรับผิดชอบสูงสุดของ ศอฉ. คือ ท่านอภิสิทธิ์ และท่านสุเทพ ดีเอสไอก็ต้องดำเนินคดี วันนี้คนเสื้อแดงก็ไม่ได้รักผม อยากจะย้ายผมอยู่ตลอดเวลา เพราะไปดำเนินคดีเขา มันชัดเจนว่า เราดำเนินคดีทั้งสองฝ่ายอย่างเสมอภาค แต่ต้องยอมรับความจริงว่า สังคมแบ่งแยกเป็นฝ่ายชัดเจน แม้แต่สื่อมวลชนเองก็มีฝักฝ่าย ส่วนที่ถูกใจก็จะเฉยๆ แต่ฝ่ายที่ไม่ถูกใจก็เอาเรื่องเอาราว
ทางท่านอภิสิทธิ์กับท่านสุเทพก็ฟ้องร้องผมว่ากลั่นแกล้งท่าน สรุปแล้วผมอยากบอกว่า โลกความเป็นจริงทั้งสองฝ่ายแรงด้วยกันทั้งคู่ ก้าวไปสู่เรดโซนด้วยกันทั้งคู่ แล้วดีเอสไอก็ดำเนินคดีไปตามกระบวนการ ซึ่งจะนำไปสู่ศาลยุติธรรม ผิดถูกก็จะรู้ตรงนั้น
แน่นอนคนไม่ชอบก็จะว่าธาริตเปลี่ยนสี รับใช้รัฐบาล” เขาย้อนคำกล่าวหา
พร้อมแจกแจงว่า บทบาทในการบริหารราชการแผ่นดิน ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลมีหน้าที่กำหนดนโยบาย ดีเอสไอเป็นฝ่ายข้าราชการประจำ มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบาย แต่นโยบายต้องเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย
“เราเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ มีหน้าที่ปฏิบัติตามนโยบายรัฐบาล ถ้าจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมาก็คือ เราคือ “เครื่องมือของรัฐบาล” แต่เป็นคนละเรื่องที่หมายถึงการไปรับใช้นักการเมือง เป็นการพูดตามคอนเซปต์ของกฎหมาย กล่าวคือข้าราชการประจำเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหาร ถ้าไม่ยอมรับคอนเซปต์นี้อยู่ไม่ได้ หมายถึงประเทศชาติอยู่ไม่ได้ เพราะว่าเราสร้างระบบมาแบบนี้
จะเกิดอะไรขึ้นหากฝ่ายข้าราชการประจำบอก ว่า ต้องทำตัวเป็นกลาง คือเข้าเกียร์ว่างใส่รัฐบาล ที่พูดกันว่าข้าราชการต้องทำตัวเป็นกลาง กฎหมาย ไม่ได้เขียนไว้แบบนั้น ที่เป็นกลางคงหมายถึงเป็นกลางทางการเมือง”
สำหรับการดำเนินคดีการสร้างโรงพักทดแทน อธิบดีดีเอสไออธิบายว่า เรื่องนี้ดีเอสไอส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และได้กล่าวหาทั้งอภิสิทธิ์และสุเทพว่าทำไม่ถูกต้อง ป.ป.ช.จึงรับลูกตั้งอนุกรรมการไต่สวนทันที
“คำถามคือ ทำไมไม่ไปดูที่ต้นตอคือคนกระทำ มาเล่นงานกรรมการคือดีเอสไอด้วยเหตุใด ผมว่า ไม่แฟร์นะแบบนี้ อย่างคดี 98 ศพ เป็นเรื่องใหญ่โต ไม่มีใครแกล้งใครได้ แล้วดีเอสไอก็ไม่ได้ทำฝ่ายเดียว มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานอัยการ ทำงานร่วมด้วย เหมือนเรื่องเงินบริจาคพรรคประชาธิปัตย์ก็เหมือนกัน เรื่องเงินบริจาค มีการโยงคนในพรรคถึง 48 คน ทางช่องบลูสกาย ก็ด่าดีเอสไอข้ามวันข้ามคืน”
เราถาม...คนมองว่า เล่นงานประชาธิปัตย์เพราะแตกคอกันอะไรกันหรือไม่ “อยากให้คนอื่นมาเป็น ดูบ้างว่ามีทางเลือกทางอื่นหรือไม่ ณ วันที่มีการประชุมดีเอสไอ สตช. อัยการ มีคำสั่งให้ตั้งข้อหาท่านอภิสิทธิ์และท่านสุเทพ คืนนั้นทำเอานอนไม่หลับด้วยซ้ำ ผมมีความคิดว่าท่านเป็นนายที่ดี ท่านเป็นอดีตผู้นำประเทศ ผมไม่ได้ทำงานด้วยความสุข แต่เรามีทางเลือกอื่นหรือ
เราต้องยอมรับในข้อมูลก่อนว่าช่วงเมษาฯ พฤษภาฯ 2553 มันผิดด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งมีมูลมากพอที่จะพิสูจน์ในศาล แล้วดีเอสไอก็ต้องทำหน้าที่ ฉะนั้น ผู้ที่ถูกดำเนินคดีทั้งสีแดง สีเหลืองก็ไม่ชอบเรา เมื่อไม่ชอบเราก็มีการดิสเครดิต อาทิ เป็นเครื่องมือรัฐบาล ทรยศประชาธิปัตย์ ก็ว่ากันไป เสื้อแดง ก็ไม่ได้ชอบหน้าผม ทุกวันนี้ยังเรียกคางคกอยู่เลย
เสื้อแดงก็ดีที่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สู้คดีก็ว่ากันไป ไม่มาสวนหมัดฟ้องเราแบบสองท่านของประชาธิปัตย์ ผมถูกคนในประชาธิปัตย์ฟ้องรวมจะสิบคดีเข้าไปแล้ว แตะตรงไหนก็ฟ้องกลับ ตัวผมเองรับได้ แต่ก็อดห่วงผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ ผมได้ต่อวาระอีก 1 ปี ก็ต้องเจอพวกนี้ต่อไปอีก ถูกฟ้องเพิ่มอีกไม่รู้กี่คดี ทำเรื่องเณรคำ รถจดประกอบก็เจอฟ้องกลับ เป็นหลักสัจธรรม ทำอะไรถูกใจคนก็เฉยๆ แต่ถ้าทำไม่ถูกใจก็ไม่ชอบเรา”
ธาริตเป็นคนของเพื่อไทยใช่หรือไม่...ถามย้ำ
“ข้าราชการประจำ เป็นหน่วยงานของรัฐบาล ต้องปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาล ถ้าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถูกใจประชาชนหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ผมยังยืนยันผมและหน่วยพร้อมทำงานให้ฝ่ายบริหารคือรัฐบาล ตามคำสั่งและนโยบายที่ถูกต้อง ใครมาเป็นเราก็ตอบสนองทำงานให้ เพราะเราคือเครื่องมือของรัฐบาล แต่ถ้าจะบอกให้พูดว่าธาริตเป็นคนดี ผมไม่กล้าพูด แต่การพูดถึงภารกิจผมยืนยัน” ธาริตย้ำพร้อมกับระบุด้วยว่า แม้วันหนึ่งประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาล อุดมการณ์ตรงนี้ของเขาก็ยังอยู่เช่นเดิม
“สถานการณ์แบบนี้ดีเอสไอมาอยู่ตรงเขาควาย ทางเลือกที่ดีที่สุดคือทำงานตรงไปตรงมา ยึดกฎหมายจะเป็นทางรอดที่ดีที่สุด อาจมีข้าราชการประจำยอมไปทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้กับฝ่ายการเมือง แต่คนเหล่านี้ถือว่าเสี่ยงอาจติดคุก เป็นแพะ เพราะเป็นเครื่องมือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ใครทำอะไรไม่ดีจะได้รับผลร้ายสักวัน ถ้าพรรคเพื่อไทยทำอะไรไม่คิดถึงประชาชน เลือกตั้งก็อาจไม่ได้กลับเข้ามา
ถามว่าถ้าประชาธิปัตย์กลับมาผมจะเดือดร้อนหรือไม่ ผมเชื่อว่าจะได้รับความเป็นธรรม ครั้งหนึ่งท่านเฉลิม (ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง) จะเอาผมออก หากมาเป็นรัฐบาล พอถึงวันและสื่อไปถามท่านก็ตอบว่ามันเป็นแค่วาทกรรมทางการเมือง แต่ในเมื่อนายธาริต ไม่ได้ทำอะไรผิดก็ต้องให้เขาทำงาน ต่อไป ในพรรคเพื่อไทยอาจคิดว่าให้อยู่ เพราะมันก็ทำงานตรงๆ อยู่แล้ว เดี๋ยวมันก็ต้องไปจัดการคนของ ศอฉ.แน่ๆ” อธิบดีดีเอสไอระบุ
ธาริตเหลืออายุราชการอีก 5 ปี บวกต่ออายุอีก 1 ปี ที่เหลือเป็นเรื่องอนาคต “มีเสียงแว่วว่าคนในพรรคสายเสื้อแดงพยายามจะจัดการผมให้ได้ ได้แต่ทำใจ ผมไม่ได้พูดท้าทาย บางทีก็เหนื่อยเกินไป ถ้าถึงจุดหนึ่งได้พักก็เป็นเรื่องดีของชีวิต”







