posttoday
ก๊าซธรรมชาติกับอนาคตพลังงานไทย

ก๊าซธรรมชาติกับอนาคตพลังงานไทย

20 กันยายน 2556

ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ เรามักจะคุ้นเคยกับการใช้พลังงานที่มาจากน้ำมัน แต่พวกเราทราบมั้ยครับว่าแหล่งพลังงานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกชนิดหนึ่งคือก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากพลังงานชนิดนี้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ในประเทศไทยนั้นมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ

ในชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่ เรามักจะคุ้นเคยกับการใช้พลังงานที่มาจากน้ำมัน แต่พวกเราทราบมั้ยครับว่าแหล่งพลังงานที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกชนิดหนึ่งคือก๊าซธรรมชาติ เนื่องจากพลังงานชนิดนี้ถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ โดยก๊าซธรรมชาติที่นำมาใช้ในประเทศไทยนั้นมาจาก 3 แหล่งหลัก คือ

(1) ก๊าซธรรมชาติที่จัดหาได้ภายในประเทศ

(2) ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามาจากประเทศพม่า

(3) ก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าในรูปของเหลว ที่เรียกกันว่าก๊าซธรรมชาติเหลว (Liquefied Natural Gas หรือ LNG)

ปัจจุบันก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยมีปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proven Reserve) อยู่ที่ประมาณ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งหากจะดูว่าสามารถใช้ได้อีกเท่าไรก็ให้นำปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยของประเทศ ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ณ ปี 2555 มาคำนวณก็จะได้อีกเพียง 67 ปีเท่านั้น แต่ถ้าหากเรามาคิดรวมกับปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ (Probable Reserve) ซึ่งก็จะมีอีกประมาณ 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ก็จะยืดอายุการใช้ไปเป็นประมาณ 12-13 ปีเท่านั้น นี่เป็นแค่การคำนวณเทียบกับปริมาณการใช้เฉลี่ยปี 2555 เท่านั้น

แต่ในความเป็นจริงปริมาณความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาตินั้นเติบโตขึ้นตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าเราดูถึงปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยต่อวันของประเทศไทยในปัจจุบัน จะเห็นว่าปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ได้จากอ่าวไทยเฉลี่ยต่อวันนั้นก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ เราจึงจำเป็นที่จะต้องมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมจากประเทศสหภาพพม่าผ่านทางระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ และนำเข้าทางเรือในรูปของก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG

ปัจจุบันสูตรราคาก๊าซธรรมชาติที่กำหนดโดยรัฐผ่านคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาตินั้น เป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามปริมาณของก๊าซธรรมชาติที่ได้มาจากทั้ง 3 แหล่ง โดยก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยนั้นมีสัดส่วนที่สูงที่สุดคืออยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 รองลงมาคือก๊าซธรรมชาติจากสหภาพพม่า และ LNG ที่มีสัดส่วนน้อยที่สุด

หากเรามามองถึงปริมาณการใช้ก๊าซธรรมชาติที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ขณะที่ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศเริ่มลดลงเรื่อยๆ ก็จะเห็นได้ว่าปริมาณการนำเข้าก๊าซธรรมชาตินั้นจะต้องเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งก็จะหมายถึงสัดส่วนของราคาของก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าก็จะเข้ามาเฉลี่ยในสูตรราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะ LNG ซึ่งมีราคาที่ค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับราคาก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยในประเทศและราคาก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากประเทศสหภาพพม่า

อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ายังมีแสงสว่างปลายอุโมงค์ที่ทิศทางราคาพลังงานก็อาจจะยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างมากนักในอนาคตอันใกล้นี้ เนื่องจากตอนนี้ได้มีการค้นพบแหล่งก๊าซแหล่งใหม่จำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในทวีปอเมริกาเหนือจากหินดินดาน หรือ Shale Gas ที่ทำให้สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีสถานะเป็นผู้นำเข้า LNG ในช่วงที่ผ่านมา อาจจะสามารถผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติในรูปแบบ LNG ได้ในอนาคต ทำให้นักวิชาการด้านพลังงานต่างมองกันว่าราคาขาย LNG อาจจะมีโอกาสปรับตัวลดลงในอนาคตได้เหมือนกัน

ดังนั้น เมื่อย้อนกลับมาดูที่ตลาดพลังงานของเอเชียแปซิฟิก ซึ่งมีสัดส่วนการซื้อขาย LNG มากถึงร้อยละ 70 ของการซื้อขาย LNG ทั่วโลก และมีสูตรราคาซื้อขาย LNG ทั้งในระยะยาวและระยะสั้น ที่ส่วนใหญ่มีการอ้างอิงสูตรราคา LNG ของประเทศญี่ปุ่นเป็นหลัก ซึ่งหากมีการเพิ่มขึ้นของปริมาณการผลิต LNG ในทวีปอเมริกาเหนือนั้น ก็ได้ถูกคาดการณ์ว่าจะส่งผลต่อการทำสัญญาซื้อขาย LNG ของภูมิภาคของเราในอนาคตด้วย แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่ราคา LNG กว่าจะมาถึงประเทศไทยอาจจะสูงได้ เพราะเราต้องรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งต้นทุนค่า Regasification และค่าขนส่ง

สรุปแล้วที่ผมกล่าวมาทั้งหมดคือทิศทางก๊าซธรรมชาติที่เป็นปัจจัยด้านพลังงานที่สำคัญที่จะกระทบต่อชีวิตคนไทยทุกคน โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ มองในอนาคตต่อจากนี้ไป ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในประเทศที่มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้การต้องนำเข้า LNG ที่มากขึ้นเพื่อมารองรับความต้องการใช้พลังงานของไทย จึงน่าจะเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69