
อุ้มโรงสีขอช่วยซื้อข้าวใช้ราคาอ้างอิงย้อน7วัน
กขช. เคาะใช้เกณฑ์ราคาข้าวอ้างอิงยึดราคา 7 วันย้อนหลัง พร้อมอนุมัติมาตรการอุ้มโรงสี ข้าวใหม่แลกเก่า หวังจูงใจซื้อข้าวนำตลาดตันละ 300 บาท
กขช. เคาะใช้เกณฑ์ราคาข้าวอ้างอิงยึดราคา 7 วันย้อนหลัง พร้อมอนุมัติมาตรการอุ้มโรงสี ข้าวใหม่แลกเก่า หวังจูงใจซื้อข้าวนำตลาดตันละ 300 บาท
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) มีมติให้|ใช้เกณฑ์ราคาอ้างอิงข้าวภายในโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยให้ยึดราคาตลาดย้อนหลัง 7 วันเท่านั้น ส่งผลให้ราคาอ้างอิงรอบวันที่ 26 เม.ย.-2 พ.ค. 2553 ข้าวเปลือกความชื้น 15% (รอบที่ 1) ข้าวเปลือกเจ้าตันละ 7,210 บาท ชดเชยตันละ 2,790 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 9,292 บาท ชดเชย 708 บาท ข้าวเปลือกเหนียว 11,106 บาท ไม่ต้องชดเชย
ขณะที่ข้าวเปลือกความชื้น 15% (รอบที่ 2) ข้าวเปลือกเจ้า 7,210 บาท ชดเชย 2,790 บาท ข้าวเปลือกปทุมธานี 9,292 บาท ชดเชย 1,708 บาท ข้าวเปลือกเหนียว 11,106 บาท ไม่ต้องชดเชย
พร้อมกันนี้ที่ประชุมได้พิจารณามาตรการตั้งโต๊ะรับซื้อข้าวจากเกษตรกร โดยเร่งรัดให้โรงสี องค์การคลังสินค้า (อคส.) และองค์การตลาดเพื่อเกษตร (อ.ต.ก.) เปิดจุดเพิ่มเติมในการรับซื้อข้าวจากเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งมีผลผลิตข้าวนาปรังปี 2553 ออกมาภายใน 3 วัน โดยให้รับซื้อเท่ากับราคาอ้างอิง แต่เพื่อจูงใจโรงสีในการรับซื้อข้าว จึงมีมติให้สั่ง|สีแปรสภาพข้าวสัดส่วน 20-30% ของปริมาณ 1,000 ตัน ที่โรงสีรับซื้อ โดยโรงสีจะได้รับค่าสีแปรสภาพข้าว 500 บาท/ตัน ซึ่งกระทรวงพาณิชย์จะออกหลักเกณฑ์ในการสีแปรสภาพข้าวต่อไป
นอกจากนี้ กขช. ยังเห็นชอบมาตรการแลกข้าวในสต๊อกรัฐบาล โดยให้โรงสีและผู้ประกอบการที่ซื้อข้าวเปลือกในราคานำตลาด คือ ราคาอ้างอิงบวกเพิ่มอีก 300 บาท/ตัน สามารถนำข้าวที่มีความชื้น 15% ผ่านการสีแปรนำมาแลกข้าวเก่าในสต๊อกรัฐบาลได้สัดส่วน 1 ต่อ 1 ภายใต้เงื่อนไขข้าวนาปรังชนิดเดียวกันเท่านั้น
“มาตรการแลกข้าวเก่าในสต๊อกรัฐบาล แม้จะมีต้นทุนและคุณภาพเหมาะกับการ|นำมาขายในประเทศ แต่เชื่อว่าไม่กระทบกับราคาข้าวภายใน เพราะโรงสีคงไม่นำมาขายทันที และคาดว่าปริมาณข้าวที่โรงสีจะซื้อในตลาดและนำมาแลก 1.8 ล้านตันข้าวเปลือกเท่านั้น หรือประมาณ 1 ล้านตันข้าวสาร” นายยรรยง กล่าว
สำหรับการบริหารจัดการสต๊อกข้าวที่เหลือ จะใช้วิธีรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ซึ่งจะหารือในหลักการขายที่ต้องอยู่ในช่วงที่เหมาะสมครั้งต่อไป
แหล่งข่าวจากผู้ประกอบการโรงสี เปิดเผยว่า ขณะนี้มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกข้าวเปลือกนาปรังปี 2553 ปริมาณ 12 ล้านตันข้าวเปลือก สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม 8.3 ล้านตัน โดยเป็นเกษตรกรประมาณ 8 แสนราย เฉลี่ยรายละ 15 ตัน หากคำนวณว่ารัฐบาลจ่ายชดเชยในราคาตันละ 2,790 บาท เท่ากับรัฐบาลจะต้องเงินถึง 3 หมื่นล้านบาท แต่จะไม่มีข้าวอยู่ในมือเลย วิธีดังกล่าวจะสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างเกษตรกรที่ปลูกข้าวจริงกับเกษตรกรที่แจ้งตัวเลขลมออกมา







