
กู้เงิน 2 ล้านล้านเดิมพันอนาคต "พท.-ปชป."
ถึงคิวพิจารณาร่างกฎหมายระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ของรัฐบาล “ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ”
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ถึงคิวพิจารณาร่างกฎหมายระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ของรัฐบาล “ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ” วงเงิน 2 ล้านล้านบาท หากเปรียบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นหมัดฮุก รุกกุมอำนาจทางการเมือง ร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ก็ไม่ต่างจากหมัดเด็ดหวังเผด็จศึกทางเศรษฐกิจโดยพรรคเพื่อไทย
สำคัญแค่ไหนไม่รู้ แต่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร จ.ลพบุรี ต้องเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด เปิดทางให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมชี้แจงรับมือ หวังสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน ภาคธุรกิจ และนักลงทุนให้เห็นว่านายกฯ ให้ความสำคัญกับร่างฉบับนี้ ด้านพรรคเพื่อไทยกำชับหนักแน่นห้าม สส.โดดร่ม ต้องอยู่ครบองค์ประชุม ขณะที่ “บิ๊กบอส” อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บินปักหลักอินเดีย ก่อนแลนดิงสิงคโปร์ เตรียมมอนิเตอร์การประชุมสภาแบบระยะประชิด
เหตุที่รัฐบาลเททุกสรรพกำลังทั้งคนใกล้คนไกลมาคุมเกม 2 ล้านล้านบาท เพราะมั่นใจว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะพลิกหน้าประวัติศาสตร์ทั้งการเมืองและเศรษฐกิจไทย โดยการรื้อโครงสร้างระบบโลจิสติกส์ การขนส่งของประเทศ โดยพัฒนาระบบรถไฟทางคู่ ท่าเรือน้ำลึก ท่าเรือชายฝั่ง โดยเฉพาะบิ๊กโปรเจกต์สำคัญที่คนทั้งประเทศจับตามอง “การสร้างระบบรถไฟความเร็วสูง” เชื่อมระบบขนส่งโดยสารจากศูนย์กลางสู่ภูมิภาค 4 สาย กรุงเทพฯเชียงใหม่นครราชสีมาพัทยาหัวหิน
ในทางเศรษฐกิจไม่เพียงจะมีเม็ดเงินลงทุนมหาศาลกระจายลงระบบเศรษฐกิจผ่านงบประมาณกว่า 3 แสนล้านบาทต่อปี เป็ระยะเวลา 7 ปี ที่จะลงไปกระตุ้นการจ้างงานเเละตลาดโดยรวม อีกทั้งยังลดค่าขนส่ง โดยเฉพาะไทยใช้ระบบการขนส่งด้วยน้ำมันสูงถึง 70% ไม่เท่านั้น สำหรับประเทศไทยที่ขนส่งผลผลิตเกษตรกรรม รถไฟความเร็วสูงจะพัฒนาระบบการขนส่งของไทยที่ล่าช้า อันส่งผลให้เกิดค่าเสียหายหลังการเก็บเกี่ยว หากลดต้นทุนจุดนี้ได้จะสร้างรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
การพัฒนาระบบโครงสร้างมหาศาลที่จะมาพร้อมกับรถไฟความเร็วสูง ทำให้รัฐบาลหยิบจังหวะนี้เดินยุทธศาสตร์วาดภาพให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจ จึงไม่แปลกที่จะเห็นการคงยุทธศาสตร์เดียวกันของ ยิ่งลักษณ์ และ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รมว.คมนาคม ผู้กุมหางเสือเมกะโปรเจกต์ 2 ล้านล้านบาท ที่เน้นหลีกเลี่ยงการสาดโคลนทางการเมือง หันมาใส่เกียร์เดินหน้าพัฒนาประเทศ เนื่องจากพรรคเพื่อไทยทราบดีถึงกลุ่มเสียงไม่น้อยในประเทศที่ต้องการให้ไทยก้าวข้ามหล่มสีเสื้อความขัดแย้งทางการเมือง
ด้วยยุทธศาสตร์นี้ “ชัชชาติ” จึงเป็นคีย์แมนสำคัญไม่น้อยไปกว่า “ยิ่งลักษณ์” ที่เน้นการลอยตัวเหนือความขัดแย้ง เร่งเก็บแต้มสะสมคะแนนด้วยการวาดภาพให้คนไทยเห็นอนาคตใหม่ที่มาพร้อมกับรถไฟความเร็วสูง ซึ่งผลที่ได้ตามคาด กระแสคนชั้นกลางให้การตอบรับในตัว ชัชชาติ มากกว่ารัฐมนตรีรายอื่น
แต่นอกเหนือจากปัจจัยการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาทลุล่วง ในทางการเมืองจะเป็นโอกาสทองของพรรคเพื่อไทยในการเก็บเกี่ยวคะแนนเสียง และสร้างฐานอำนาจทางการเมืองแบบฝังรากระยะยาว
เพราะรถไฟความเร็วสูงเปรียบเสมือนปลาหมึกยักษ์ใจกลางกรุงเทพฯ ที่สยายหนวดรุกคืบไปทุกภูมิภาค ไม่เพียงส่งงบประมาณมหาศาลกระจายลงพื้นที่ในทุกจังหวัดที่มีสถานีรถไฟฟ้า แต่จะเกิดการขยายตัวของเมืองรอบสถานีและส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการรวมอำนาจที่ศูนย์กลางกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดที่เคยถ่างกว้างนั้นหดแคบลง และแน่นอนว่าการกระจายรายได้ที่ตามมาย่อมสามารถสร้างความนิยมผนึกคะเเนนเสียงโดยเฉพาะในภาคเหนือและอีสานของพรรคเพื่อไทยได้อย่างแน่นหนา
ไม่เพียงตรึงฐานเสียง กรุงเทพฯเชียงใหม่ เเละนครราชสีมา ที่เตรียมสร้างเฟส 2 ยาวไปถึงหนองคาย แต่การทอดสายไปจ่อที่หัวหินและเตรียมขยายไปทะลวงถิ่นแดนใต้ถึงสถานีสงขลา (ปาดังเบซาร์) ก็ส่งสัญญาณให้พรรคประชาธิปัตย์ออกอาการร้อนหนาวไม่น้อย
นอกจากใช้ตรึงและเก็บเกี่ยวคะแนนเสียงทั่วประเทศแล้ว ราคาที่ดินที่พุ่งสูงขึ้น การชิงสิทธิการถือครองที่ดินของบรรดานักลงทุน การสร้างแหล่งกระจายสินค้า พัฒนาเส้นทางที่จะเชื่อมต่อเส้นทางขนส่งรูปแบบอื่น รวมไปถึงธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่จะขยายตัวตามมามูลค่ามหาศาลนั้น สิ่งเหล่านี้จะทยอยผุดขึ้นอย่างหยุดไม่อยู่ และแน่นอนว่าบุคคลวงในรัฐบาลที่เข้าถึงข้อมูลรัฐก่อน ย่อมใช้เป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์ รวมถึงการสร้างและผนึกเครือข่ายนายทุนที่เป็นกลุ่มเครือญาติและพวกพ้องเดียวกันอย่างเบ็ดเสร็จ
และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คือ ระยะเวลาโครงการตามร่าง พ.ร.บ.ทอดยาวถึงปี 2563 ข้ามพ้นสมัยรัฐบาลที่จะต้องหมดวาระลง 4 ปี ในปี 2558 พรรคเพื่อไทยย่อมฉวยจังหวะนี้คลอดแคมเปญหาเสียงต่อกลุ่มฐานเสียงเดิมและฐานเสียงใหม่ที่คาดหวังต่ออนาคตของประเทศไทยให้เลือกพรรคเพื่อไทยเป็นสมัยที่สอง เพื่อสานต่องานที่ยกโครงไว้แล้ว เปิดทางให้ สส.เขต ทั้งพื้นที่ที่ได้รับเลือกตั้งเเละสอบตกนำนโยบายไปเก็บคะเเนนเสียงจากโครงการนี้
เรียกว่า ยิ่งโอกาสของพรรคเพื่อไทยผลักดันร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้สำเร็จมากเท่าไร โอกาส “แพ้ยาว” ของพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยิ่งสูงขึ้นมากเท่านั้น ขณะเดียวกันหาก พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท ถูกเตะสกัดจนไปต่อไม่ได้ก็จะถึงกาลอวสานของพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลเช่นกัน เนื่องจากเวลานี้รัฐบาลไม่ได้เตรียมแนวนโยบายอะไรไว้เลย หากโครงการนี้ไม่ผ่าน จะทำให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนหมดไป และรัฐบาลต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจทันที และเมื่อเศรษฐกิจง่อย การเมืองป่วน ศรัทธาหมด รัฐบาลเพื่อไทยคงอวสาน
การประชุมสภาพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ จึงเป็นการเปิดศึกเชือดเฉือนที่น่าจะดุเดือดไม่แพ้แก้รัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการช่วงชิงอำนาจทางเศรษฐกิจของสองขั้วการเมือง อันจะส่งผลผูกโยงไปถึงการรวบอำนาจทางการเมืองในระยะยาว







