posttoday
เคเบิลทีวี : แจ็กผู้โค่นยักษ์?

เคเบิลทีวี : แจ็กผู้โค่นยักษ์?

27 เมษายน 2553

....ชาลอต โทณวณิก

ได้เขียนถึงสื่อที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วคือ ทีวีดาวเทียม คราวนี้มาเขียนถึงเคเบิลทีวีซึ่งเป็นสื่อคู่แข่งกันอย่างชัดเจน สื่อทั้งสองประเภทนี้มีความเหมือนและความต่าง แต่ที่แน่ๆ คือเป้าหมายในปีนี้อาจจะกระจายเข้าสู่บ้านเรือนได้ถึงเกือบ 10 ล้านหลังคาเรือน นับเป็นเกือบ 50% ของครัวเรือนไทย

เคเบิลทีวีนั้นมีการตั้งสถานีเพื่อออกอากาศเป็นระบบบอกรับสมาชิก โดยแต่ละสถานีอาจจะมีถึง 80150 ช่อง ปัจจุบันเคเบิลทีวีมีอยู่เกือบ 500 สถานี ทั้งเล็กและใหญ่ และมีผู้ประกอบการรายใหญ่อยู่ประมาณ 200 ราย

ความจริงธุรกิจเคเบิลทีวีนั้นมีมากว่า 30 ปีแล้วในประเทศไทย จุดที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนจริงๆ ของธุรกิจเคเบิลทีวี คือ การที่มี พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ พ.ศ. 2551 และการที่สมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทยได้มีการดำเนินการอย่างจริงจังที่จะให้ธุรกิจถูกมองเป็นระดับมืออาชีพ โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์

จนถึงตอนนี้ครบ 2 ปีแล้ว ก็ยังไม่มีกฎหมายลูกที่จะพูดถึงวิธีปฏิบัติและการดูแลที่ชัดเจน รวมถึงยังไม่มีการ ออกใบอนุญาตให้กับผู้ประกอบธุรกิจนี้ตามที่คาดไว้

ตรงนี้เองที่เป็นจุดที่ทำให้ธุรกิจเคเบิลทีวีไม่ขยายมากเท่าที่ตั้งเป้าไว้ เพราะการที่ไม่มีใบอนุญาตทำให้การจะหาเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจเป็นไปอย่างจำกัด จึงต้องใช้จากรายได้ที่มีอยู่มาขยาย เพราะต้องมีต้นทุนการเดินสายเคเบิลเพื่อกำหนดขอบเขตการเชื่อมต่อรับส่งสัญญาณ ไม่เหมือนดาวเทียมที่เป็นการติดตั้งจานและกล่องรับสัญญาณแต่ละบ้าน

เคเบิลทีวีมีข้อดี คือ การที่มีผู้ประกอบการแน่นอน และรายได้หลักมาจากการบอกรับเป็นสมาชิก ดังนั้น Content หรือช่องรายการต่างๆ ที่นำมาอยู่ใน Package ให้กับผู้ชมจึงเป็นหัวใจสำคัญ

การดูแลลูกค้า หรือมี Service After Sales อย่างชัดเจน ต่างกับทีวีดาวเทียมตรงที่แม้จะมีการขยายได้มากจนตัวเลขผู้รับชมเกือบทัดเทียมแล้ว (มองกันไว้ที่ประมาณ 4 ล้านครัวเรือนในแต่ละสื่อ) แต่มีไม่กี่รายที่มีการดูแลหลังการขายอย่างจริงจัง เพราะเป็นการขายอุปกรณ์การรับสัญญาณมากกว่าการบริหารจัดการ

ก้าวอีกขั้นของธุรกิจเคเบิลทีวีโดยสมาคมเคเบิลทีวีฯ คือ การจัดตั้งบริษัท Cable Thai Holding (CTH) ที่ถือหุ้นโดยสมาชิกของสมาคมที่ลงทุนในด้านการหา Content หลักดีๆ นำมาจัดและขายส่งให้กับสมาชิกโดยเริ่มต้นที่26 ช่อง ซึ่งตรงนี้ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจเคเบิลทีวีที่มีขนาดธุรกิจต่างกัน สามารถที่จะมีช่องรายการดีๆ มาให้สมาชิกได้มองว่าเป็น Fair Play ที่จะทำให้ธุรกิจในทุกขนาดอยู่ได้ ไม่เกิดการที่ปลาใหญ่กินปลาเล็ก

จากการขยายตัวทั้งการมีกฎหมายรองรับ มีเม็ดเงินจากเจ้าของสินค้าพร้อมมาลงโฆษณา มีการวัดเรตติ้ง มีการนำ Content ดีๆ มานำเสนอ

บรรดาเถ้าแก่ที่เคยทำเป็นอาชีพเสริม ได้หันมาทำกันเป็นอาชีพหลัก เพราะมองเห็นแล้วว่าธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่น้ำซึมบ่อทราย คือ รายได้เข้ามาสม่ำเสมอและต่อเนื่อง และมีแต่วันที่จะโตขึ้น รวมถึงมีช่องทางหาเงินได้มากกว่าค่าสมาชิกรายเดือน

สำหรับผู้บริโภคแล้วถือว่าคุ้มจริงๆ เป็นความสุขราคาถูก เพราะจ่ายแค่เดือนละประมาณ 300 บาท ก็สามารถดูทีวีได้ถึง 80 ช่อง หรือเป็น 100 ช่อง ข้อแตกต่างกับฟรีทีวี คือ ฟรีทีวี 1 ช่อง จับกลุ่มเป้าหมายหลากหลายตามช่วงเวลาของผู้ชม แต่เคเบิล/ดาวเทียมมีช่องทั้งช่องที่เป็นช่องเฉพาะสำหรับผู้ชมแต่ละกลุ่ม

เคเบิลทีวียังมีความเป็นชุมชน (Community) มากกว่าฟรีทีวี เนื่องจากมีการผลิตข่าวท้องถิ่น ทำให้ได้รับความนิยมเพราะเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่เพียงแต่ธุรกิจทีวีที่จะได้รับผลกระทบ ธุรกิจวิทยุเองก็ได้รับผลกระทบ เนื่องจากมีข้อดีกว่าวิทยุคือมีภาพ และค่าโฆษณาในขณะนี้อาจใกล้เคียงกัน

การขับเคลื่อนของทั้งเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียมเป็นความท้าทายของธุรกิจโทรทัศน์แบบดั้งเดิม คือ ฟรีทีวีทั้ง 6 ช่อง อาจจะกลายเป็นแจ็กผู้โค่นยักษ์ (ไม่อยากใช้คำว่าฆ่าแกงกัน เบื่อความรุนแรง!) หรือทัดเทียมยักษ์ในเวลาอันใกล้ ซึ่งมองกันไว้ที่ 35 ปี จะแย่งตลาดทั้งผู้ชมและโฆษณาอย่างเป็นสาระสำคัญ

เพราะเป็นการเอาความเป็น Mass จริงๆ คือ มีหลากหลายประเภท 100+ (ช่อง) รุม 6 (ช่อง) ฟรีทีวีคงต้องมีการปรับตัว เพราะ “รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง”

ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย...ไม่เคยชนะ

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน