posttoday
แก้ให้ตรงจุด (ตอนที่ 2)

แก้ให้ตรงจุด (ตอนที่ 2)

17 กันยายน 2556

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบเนื้อหาสาระและความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ที่มีต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจาก พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายฉบับเดียวที่นิยามคำว่า “คนต่างด้าว” ไว้เพื่อมิให้ “คนต่างด้าว” เข้ามาประกอบธุรกิจหรือถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินบางประเภทที่กฎหมายฉบับนี้หรือกฎหมายอื่นห้าม

สัปดาห์ที่แล้ว ผมเขียนถึง พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เพื่อให้ท่านผู้อ่านทราบเนื้อหาสาระและความสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ ที่มีต่อความมั่นคงและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจาก พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายฉบับเดียวที่นิยามคำว่า “คนต่างด้าว” ไว้เพื่อมิให้ “คนต่างด้าว” เข้ามาประกอบธุรกิจหรือถือครองกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินบางประเภทที่กฎหมายฉบับนี้หรือกฎหมายอื่นห้าม

พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จึงเปรียบเสมือนปราการด่านสุดท้ายในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติให้รอดพ้นจากเงื้อมมือของคนต่างชาติที่มีพลังทางเศรษฐกิจและการเงินสูงกว่า ตัวอย่างเช่น เรามีกฎหมายที่ดินห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาถือกรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่การพิจารณาว่าใครเป็นคนต่างด้าว ต้องกลับไปดูคำนิยามจาก พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เสียก่อน ถ้าเป็นคนต่างด้าวตามคำนิยามก็ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินไม่ได้

แต่ในความเป็นจริง เป็นเรื่องน่าเศร้าว่า ได้มีการตั้งนิติบุคคลขึ้นในประเทศไทย โดยมีคนไทยถือหุ้นบางส่วนแทนคนต่างด้าว เพื่อทำให้นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นมีสัญชาติไทย เนื่องจากมีคนไทยถือหุ้นอยู่เกินกว่ากึ่งหนึ่งของทุนจดทะเบียน ทำให้นิติบุคคลที่ตั้งขึ้นไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลต่างด้าว สามารถประกอบธุรกิจหรือถือกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทุกประเภทที่ถูกห้ามไว้ในกฎหมายฉบับนี้หรือฉบับอื่นได้โดยเสรี

ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงควรแก้คำนิยามใน พ.ร.บ.ฉบับนี้ เพื่อปิดช่องโหว่ของคำนิยามเพื่อป้องกันมิให้คนต่างชาติหลีกเลี่ยงกฎหมายสมคบกับคนไทยขายชาติ บางคนปลอมตัวเป็นนิติบุคคลไทย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายไทยไว้

นอกจากนั้น เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ ถูกตราขึ้นเป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว ในขณะที่สภาวะทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกเหนือจากการแก้ไขคำนิยามแล้ว รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนความจำเป็นในการดำรงไว้ซึ่งประเภทของธุรกิจที่ห้ามคนต่างด้าวทำหรือให้ทำโดยต้องได้รับอนุญาตจากทางราชการตามที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ทันสมัย ไม่เป็นอุปสรรคในการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่สุจริต เช่น เมื่อเร็วๆ นี้ มีการออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นให้การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย โดยไม่มีการส่งมอบหรือรับมอบสินค้าเกษตรในประเทศออกจากการค้าผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลทางการเกษตรพื้นเมือง เป็นธุรกิจที่คนต่างด้าวสามารถเข้ามาประกอบธุรกิจได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เป็นต้น

แนวทางการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ เพื่อเปิดโอกาสในการลงทุนของคนต่างด้าวสะดวกขึ้น จึงทำได้โดยการทบทวนประเภทของธุรกิจต้องห้ามในบัญชีท้ายพระราชบัญญัติทั้ง 3 บัญชี อย่างละเอียดรอบคอบว่า ธุรกิจใดยังควรสงวนไว้สำหรับคนไทยเท่านั้น (บัญชีที่ 1) ต่อไป ธุรกิจประเภทใดควรอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจโดยต้องได้รับอนุญาตจากคณะรัฐมนตรีก่อน (บัญชีที่ 2) และประเภทใดควรให้เข้ามาประกอบการได้โดยต้องได้รับอนุญาตจากอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก่อน (บัญชีที่ 3) หรือควรจะเอาออกหรือย้ายบัญชีเพราะหมดความจำเป็นที่จะต้องสงวนไว้ภายใต้เงื่อนไขเดิม

ความจริง ผมอยากเอาบัญชีแนบท้ายทั้ง 3 บัญชีมาให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณาตัดสินใจว่า ท่านอยากให้เปลี่ยนแปลงประเภทของธุรกิจในบัญชีใดบ้าง แต่เผอิญมีธุรกิจที่กำหนดไว้ทั้ง 3 บัญชีถึง 43 ประเภท ไม่รวมที่แยกย่อยและที่กำหนดไว้อย่างครอบจักรวาลที่ห้ามคนต่างด้าวทำธุรกิจบริการอื่น ยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดในกฎกระทรวง จึงไม่สามารถคัดออกมาให้ท่านพิจารณาได้ทั้งหมด

ผมจึงขอคัดธุรกิจบางประเภทมาให้ท่านพิจารณาดูว่า ท่านอยากให้ “คนต่างด้าว” หรือต่างชาติ เข้ามาประกอบธุรกิจโดยเสรีหรือไม่ ดังนี้

1) ทำกิจการหนังสือพิมพ์ สถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีโทรทัศน์

2) ทำนา ทำไร่ ทำสวน

3) เลี้ยงสัตว์

4) ทำป่าไม้ แปรรูปไม้จากป่าธรรมชาติ

5) การทำประมงในน่านน้ำไทย

6) การสกัดสมุนไพรไทย

7) การค้าและขายทอดตลาดโบราณวัตถุของไทย

8) การหล่อพระพุทธรูปและการทำบาตร

9) การค้าที่ดิน

ธุรกิจทั้ง 9 ประเภทนี้อยู่ในบัญชีที่ 1 ซึ่งห้ามมิให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด

แต่ถ้าท่านอยากเห็นแขกหรือฝรั่งเข้าทำนาโดยใช้คนไทยเป็นลูกจ้างก็ให้ยกธุรกิจประเภท 2 ออกไปจากบัญชี หรือถ้าท่านอยากให้ฝรั่งเข้ามาสำรวจและนำสมุนไพรไทยออกไปสกัด แล้วจดทะเบียนสงวนลิขสิทธิ์ ขายให้คนไทยราคาแพง หรืออยากให้คนต่างชาติส่งโบราณวัตถุของไทยออกไปขายได้โดยเสรี เพราะยังมีโบราณวัตถุเหลือให้ขโมยออกไปขายอีกมาก ก็ให้ยกเลิกธุรกิจประเภทที่ 6 และ 7 เสีย

ส่วนถ้าท่านคิดว่า ใครเข้ามาถือกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่สำคัญ เพราะแผ่นดินไทยใครย้ายไปต่างประเทศไม่ได้ ปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาค้าขายที่ดินได้โดยเสรี ก็ให้ยกเลิกธุรกิจประเภทที่ 9 ในบัญชีเสีย

ถ้าปล่อยให้ค้าขายเสรีแล้วราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์จะแพงขึ้นจนเกินกำลังของคนไทยส่วนใหญ่ที่จะซื้อหามาเป็นกรรมสิทธิ์ ให้ไปหาห้องพักเช่าอยู่เอาเองตามบุญตามกรรมก็เป็นสิทธิของท่าน

ความจริงธุรกิจในบัญชีที่ 1 นี่แหละครับ คือธุรกิจที่คนต่างด้าวอยากเข้ามาทำจนต้องตั้งบริษัทไทยเทียมขึ้น โดยใช้คนไทยเป็นตัวแทนถือหุ้นหรือเป็นนอมินีให้

ผมอยากถามจริงๆ ว่า เราอยากส่งเสริมให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจทั้ง 9 ประเภทโดยเสรี หรือโดยการปล่อยให้เขาปลอมตัวตั้งบริษัทไทยเทียมเข้ามาประกอบธุรกิจเหล่านี้ต่อไปกระนั้นหรือ

อย่างไรก็ตาม ต้องตั้งคำถามเหมือนกันว่า ธุรกิจหลายประเภทในบัญชีที่ 2 ควรสงวนไว้ทำไม เช่น การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ การขนส่งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศในประเทศ ความจริงถ้าปล่อยให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์ได้โดยเสรีในประเทศ กองทัพไทยอาจซื้อหาอาวุธที่ทันสมัยได้ในราคาที่ถูกกว่า การสั่งซื้อจากต่างประเทศหรืออาจส่งออกไปขายต่างประเทศได้เหมือนรถยนต์ที่ประกอบในประเทศไทย

ส่วนธุรกิจขนส่งทั้งทางบก น้ำ และอากาศนั้น ปัจจุบันผมว่า ล้าสมัยเกินกว่าที่จะสงวนไว้ให้คนไทยพัฒนาเองแล้ว ควรเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อลดต้นทุนการขนส่งโดยไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้พัฒนาถึง 2 ล้านล้านบาท ไม่ดีกว่าหรือ

สำหรับธุรกิจในบัญชี 3 โดยเฉพาะธุรกิจบริการนั้น ควรมีการพิจารณาทบทวนอย่างเร่งด่วนให้รองรับการเข้าสู่เขตการค้าเสรีอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า เพราะธุรกิจบางประเภทที่สงวนไว้ เช่น การทำบัญชี กฎหมาย สถาปัตยกรรม วิศวกรรม จะต้องเปิดกว้างตามพันธสัญญา

ส่วนธุรกิจค้าปลีก ถึงจะสงวนไว้ก็เหมือนไม่สงวนอยู่แล้ว เพราะต่างชาติได้ปลอมตัวเป็นไทยเข้ามาเปิดดำเนินกิจการได้อย่างเสรี ก็สู้ยกเลิกออกจากบัญชีให้แข่งขันได้อย่างเสรีแล้วไปกำหนดเงื่อนไขอื่น เช่น การทำโซนนิงค้าปลีกขนาดใหญ่ออกจากชุมชนเหมือนในต่างประเทศ รวมทั้งกำหนดหลักเกณฑ์ในการขยายสาขาให้เข้มงวดขึ้นน่าจะได้ผลกว่า

แต่ที่ควรแก้ไขที่สุดคือ ธุรกิจประเภทที่ 23 ในบัญชีรายที่กำหนดว่า การทำธุรกิจบริการอื่นยกเว้นธุรกิจบริการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง จะต้องขออนุญาตก่อน ซึ่งเป็นกำหนดเงื่อนไขแบบครอบจักรวาล คลุมถึงธุรกิจบริการทุกชนิด รวมทั้งธุรกิจบริการที่คนไทยยังไม่เคยทำ และควรให้ต่างชาติเข้ามานำร่องให้ ซึ่งน่าจะระบุธุรกิจบริการที่ต้องการสงวนเอาไว้ในบัญชีให้ชัดเจน แทนที่จะห้ามไว้ทั้งหมด ยกเว้นที่อนุญาตไว้ในกฎกระทรวงตามที่เป็นอยู่

สรุปแล้วคือ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ถึงเวลาหรือเกินเวลาที่ควรแก้ไขแล้ว และถ้าจะแก้ก็ควรแก้ไขคำนิยามให้รัดกุมขึ้นเพื่อป้องกันระบบนอมินีกับควรทบทวนประเภทของธุรกิจในบัญชีท้าย พ.ร.บ.ให้ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น โดยต้องตระหนักว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ เป็นปราการด่านสุดท้ายในการรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและคนไทย

ไม่ใช่ พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุนของคนต่างด้าว อย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน