
5ปีวิกฤตซับไพรม์ล้อมคอกการเงินไม่คืบ
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นจากกรณี เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่จากสหรัฐล้มละลายลงในปี 2008
โดย..พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า วิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นจากกรณี เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่จากสหรัฐล้มละลายลงในปี 2008 ถือเป็นวิกฤตการเงินที่เลวร้ายมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เนื่องจากผลกระทบของเหตุการณ์ครั้งนั้นได้ส่งผลกระทบกระเทือนไปทั่วทั้งสหรัฐ รวมถึงในระดับโลกอย่างรุนแรง หรือรู้จักกันในนามว่า “วิกฤตซับไพรม์”
ต้นตอของวิกฤตการเงินครั้งนั้น เกิดมาจากความหละหลวมในการควบคุมระบบการเงินของสหรัฐเอง ที่ปล่อยให้เหล่าสถาบันการเงินดำเนินธุรกิจและออกเร่ขายสินทรัพย์เสี่ยงมากจนเกินตัว เช่น ตราสารหนี้ซีดีเอส จนเป็นเหตุทำให้รัฐบาลต้องยื่นมือเข้ามาช่วยอุ้มสถาบันการเงินและธนาคาร รวมถึงบริษัทยานยนต์ยักษ์ใหญ่ เป็นจำนวนสูงถึง 4.2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
เหตุการณ์ครั้งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์ทางการเงินและเศรษฐกิจเมืองลุงแซม เพราะได้กลายเป็นตัวกระตุ้นให้เหล่าผู้กำหนดนโยบายและภาคการเงินหันมาทบทวนและปฏิรูปภาคการเงินด้วยการสร้างข้อกำหนดใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย
ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายดอดด์แฟรงก์ ในปี 2010 ที่ให้อำนาจทางการตรวจสอบ และได้มีการจัดตั้งคณะตรวจสอบด้านเสถียรภาพด้านการเงิน โดยมีรัฐมนตรีคลังเป็นประธาน เพื่อจับตาความเสี่ยงในระบบการเงินที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และมีอำนาจในการจัดการก่อนจะเกิดปัญหาขึ้น
การปฏิรูปนี้ยังรวมไปถึงการสั่งให้ธนาคารต่างๆ ที่เคยได้รับเงินช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงเกิดวิกฤต กำหนดแผนการชำระหนี้คืน โดยให้กระทบต่อหลักทรัพย์ที่ธนาคารถืออยู่ให้น้อยที่สุด นอกจากนั้นธนาคารยักษ์ใหญ่ต่างๆก็จะต้องเข้ารับการทดสอบความแข็งแกร่งทางการเงิน หรือ “Stress Test” เป็นประจำทุกปี ซึ่งดำเนินการโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าจะมีกฎระเบียบทางการเงินต่างๆ ออกมามากขึ้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงไม่ให้เหตุการณ์วิกฤตซ้ำรอยอีกครั้ง แต่ต้องยอมรับว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา การบังคับใช้กฎระเบียบต่างๆ เหล่านั้นยังคงไม่คืบหน้าไปเท่าที่ควร ยืนยันได้จากข้อมูลของบริษัทกฎหมาย เดวิสพอล์ก แอนด์ วอร์ดเวล แอลแอลซี ที่จับตาดูความคืบหน้าด้านกฎหมายภาคการเงินซึ่งระบุว่า ข้อเสนอการปฏิรูปภาคการเงินในกฎหมายดอดด์แฟรงก์ ทั้งหมดกว่า 398 ข้อเสนอถูกผลักดันออกมาบังคับใช้จริงเพียงแค่ 40% เท่านั้น
จนทำให้ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายยังไม่ตระหนักถึงบทเรียนจากบาดแผลของวิกฤตครั้งนั้นเลย
สาเหตุประการแรกที่ทำให้การผลักดันกฎระเบียบ และการกำกับดูแลภาคการเงินยังคงไม่คืบหน้าไปถึงไหน ก็เพราะว่าภาคธนาคารและสถาบันการเงินพยายามหลีกเลี่ยงกฎดังกล่าว
เนื่องจากมองว่าข้อกำหนดที่มีขึ้นเหล่านั้น จะทำให้ต้นทุนในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินมีต้นทุนสูงขึ้น และยิ่งในช่วงที่ผ่านมาเศรษฐกิจสหรัฐตกอยู่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่สามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งมากนัก ก็ทำให้หลายธนาคารเลือกที่จะยกมาเป็นข้ออ้างในการชะลอแผนการเพิ่มทุนเอาไว้
เห็นได้จากการที่ธนาคารเจ.พี. มอร์แกน เชส ซิตี้กรุ๊ป และมอร์แกน สแตนเลย์ ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กฎการควบคุมภาคการเงินฉบับใหม่ว่า เป็นสิ่งออกแบบมาไม่เหมาะสม ซ้ำร้ายยังจะไปกีดขวางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และทำลายการจ้างงานถึง 3 แสนตำแหน่ง
ประการต่อมา แม้ว่าปัจจุบันจะมีข้อกำหนดในการควบคุมและตรวจสอบภาคการเงินและธนาคารมากขึ้น ตามข้อกำหนดของเฟด แต่ธนาคารและสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ต่างๆ ก็ยังสามารถหาวิธีในการลดความเข้มงวดและชะลอการบังคับใช้กฎหมายต่างๆ ได้
เนื่องจากหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรง รวมถึงผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบายและผลักกฎข้อบังคับถูกกลุ่มล็อบบี้ยิสต์ใช้อำนาจทุนในการสกัดกั้นไม่ให้การผลักดันกฎต่างๆ เดินหน้า และค้างเติ่งอยู่ที่เดิมมานาน
เห็นได้จากหนึ่งในกฎควบคุมภาคการเงินของกฎหมายดอดด์แฟรงก์ ที่ห้ามไม่ให้ธนาคารยุติการทำธุรกรรมการเงินหรือการเทรดเพื่อใช้ในการสร้างผลกำไร หรือรู้จักกันดีว่า “กฎโวล์กเกอร์รูล” ที่ยังคงไม่สามารถผลักดันออกมาได้ และยังติดค้างอยู่ในชั้นของคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ เพื่อศึกษาถึงผลดีผลเสียอยู่ ทั้งๆ ที่การใช้บัญชีธนาคารตนเองในการเทรดและทำธุรกรรมการเงินถือเป็นรากเหง้าของวิกฤตการเงินในปี 2008 เลยทีเดียว
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่าวิธีการทำธุรกรรมเทรดดิงโดยใช้บัญชีของตนเอง ถือเป็นวิธีที่ช่วยสร้างผลกำไรให้กับธนาคารต่างๆ เป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นธนาคารต่างๆ จึงยังไม่ต้องการปล่อยให้หน่วยงานรัฐเข้ามากำกับดูแลและเข้าควบคุมง่ายๆ
นอกจากนั้น เมื่อไม่นานมานี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานว่า เหล่าภาคธนาคารหลายแห่งยังได้พยายามขัดขวางรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐในการเข้ามากำกับดูแลการทำธุรกรรมด้านการค้าในตลาดอนุพันธุ์ที่มีมูลค่ากว่า 633 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ อีกด้วย
อีกทั้งยังล้มคว่ำข้อเสนอของคณะกรรมาธิการด้านสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า ที่ต้องการจะตรวจสอบด้านอนุพันธ์ทางการเงินในต่างประเทศ ซึ่งเคยเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้หลายธนาคารต้องประสบปัญหาการเงินอย่างหนักในปี 2008 อีกด้วย
ประการที่สาม ทั้งๆ ที่ธนาคารหลายแห่งได้หันมาเพิ่มทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยง ตามข้อกำหนดของเฟดมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าหลายธนาคารยังมีจุดอ่อนที่ซุกซ่อนและปิดบังไว้อยู่
เห็นได้จากกรณีของธนาคารมอร์แกน สแตนเลย์ ที่แม้จะมีการเพิ่มทุนมากที่สุดในบรรดาภาคธนาคารด้วยกัน แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาธนาคารกลับมีการดำเนินการซื้อขายอนุพันธ์เพิ่มมากถึง 20% ไปที่ 46.9 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงในภาคธนาคารที่อาจจะกลับมาอีกครั้ง
เพราะว่าการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ของธนาคารจะไม่ได้รับการบันทึกและคิดรวมอยู่ในบัญชีงบดุลของธนาคาร ดังนั้นความเสี่ยงของภาคธนาคารในสหรัฐก็ยังคงมีอยู่
ทั้งนี้ กรณีที่ภาคธนาคารต้องเจ็บตัวจากการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ที่เกิดขึ้นมาในเร็วๆ นี้ คือ กรณีของธนาคารเจ.พี. มอร์แกน ที่ขาดทุนมากถึง 6,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2012 โดยเหตุการณ์ครั้งนั้น แม้ว่าธนาคารชื่อดังจากเมืองลุงแซมจะสามารถรับมือได้ แต่ก็ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงในภาคธนาคารที่มีอยู่ โดยเฉพาะการขาดทุนจากการลงทุนในตลาดอนุพันธ์ที่มีความผันผวนสูง
ขณะที่ข้อมูลจากเอเอฟพี เปิดเผยว่า ทั้งๆ ที่การปฏิรูปกฏหมายภาคการเงินยังปฏิรูปไม่แล้วเสร็จ กลุ่มธนาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 10 อันดับแรกในสหรัฐ และอยู่ในข่าย “ใหญ่เกินกว่าที่จะล้ม” กลับยังคงมีการขยายขนาดการถือครองสินทรัพย์อยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือน มิ.ย. 2012 มีสินทรัพย์ในมือมากถึง 10.97 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ในปี 2006 ซึ่งเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤตอยู่ที่ 7.81 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ฉะนั้น หากมีการล้มละลาย หรือความผิดพลาดกับธนาคารเหล่านี้ขึ้นมาในอนาคต เศรษฐกิจสหรัฐก็เสี่ยงที่จะเจ็บตัวไม่น้อย เนื่องจากธนาคารเหล่านี้มีขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะนำเงินภาษีของประชาชนเข้าไปช่วยโอบอุ้มไว้เหมือนเมื่อ 5 ปีที่แล้วได้ และต่อให้ทำได้ ประชาชนในสหรัฐก็ไม่อาจทนต่อการต้องไปโอบอุ้มกับความผิดพลาดของภาคการเงินอีกต่อไป
ประการที่สี่ หน่วยงานที่รับผิดชอบในการดูแลก็ยังมีปัญหาในด้านการบังคับใช้จริง เนื่องจากหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายขาดการประสานงาน และบ่อยครั้งการดำเนินการต่างๆ ก็ทับซ้อนกัน ทำให้การบังคับใช้ข้อบังคับบางอย่างไม่เป็นไปอย่างราบรื่น
จึงนับเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่ยังคงไม่จางหายไปไหน และดูเหมือนว่าเหล่าผู้กำหนดนโยบายจะยังไม่ตระหนักกับปัญหามากนัก แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านมาแล้ว 5 ปีก็ตาม







