
'นูเรโอชิบะ'
สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมคนชั้นกลาง ที่รวยสุดๆ หรือจนติดดินนั้นมีน้อยมาก
สังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมคนชั้นกลาง ที่รวยสุดๆ หรือจนติดดินนั้นมีน้อยมาก
ที่เป็นเช่นนี้เพราะระบบรายได้ ค่าจ้าง ประกันสังคม และภาษี เป็นกลไกที่ช่วยเกลี่ยรายได้ของประชากรให้ใกล้เคียงกัน จะเรียกว่าเป็นระบบสังคมนิยมอ่อนๆ ก็ไม่ผิดนัก ยกตัวอย่างเช่น ภาษีมรดกที่รัฐเก็บในอัตราร้อยละห้าสิบของมูลค่าทรัพย์สิน ถ้าครอบครัวนั้นไม่สร้างรายได้ใหม่ขึ้นมา ภายใน 3 ชั่วคนมรดกที่มีก็ถูกรัฐเรียกเก็บเป็นภาษีไปหมด หลายๆ แห่งต้องขายมรดกที่เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อนำเงินสดมาเสียภาษี
สมบัติจึงผลัดกันชมเร็วกว่าที่คิด
ในบริษัทเอกชน รายได้ของลูกจ้างและผู้บริหารสูงสุดขององค์กรไม่แตกต่างกันมาก ประมาณ 1012 เท่าตัวโดยประมาณ ถ้าเปรียบเทียบกับสหรัฐอเมริกาที่สุดโต่งไปทางตรงกันข้าม รายได้ของลูกจ้างกับผู้จัดการบริษัทอาจต่างกันเป็นหลายๆ ร้อยเท่าตัว โดยเฉพาะบริษัทที่มีระบบโบนัสตอบแทนผู้บริหาร ที่ขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท สำหรับประเทศไทยความแตกต่างของรายได้ระหว่างลูกจ้างและผู้บริหารอยู่ในระดับที่ประมาณ 100 เท่าตัว สูงกว่าที่ญี่ปุ่นมาก
อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นมีระบบตอบแทนผู้บริหารระดับสูงด้วยการให้มีการเลี้ยงรับรองเพื่อธุรกิจค่อนข้างสูง
นี่เป็นระบบที่กระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้ดี เพราะทุกๆ วันจะมีการเลี้ยงรับรองซึ่งกันและกันเป็นประจำ ฉะนั้นในวันทำงานผู้บริหารจึงไม่มีโอกาสกลับไปรับประทานข้าวที่บ้าน ส่วนพนักงานระดับกลางๆ ถ้าไม่มีโอกาสไปงานเลี้ยงในวันไหนก็จะชวนกันไปสนุกสนานกินข้าวและดื่มเหล้าเบียร์กันก่อนกลับบ้าน ถ้าพนักงานคนไหนกลับบ้านแต่หัววันเป็นประจำ เมียจะรู้สึกอับอายขายหน้าว่าสามียังไม่มีระดับ จึงต้องกลับมากินข้าวบ้าน
ครั้งหนึ่งผมได้รับเชิญจากผู้บริหารของบริษัทที่คุ้นเคยกันไปรับประทานอาหารที่เขาจัดให้เป็นพิเศษ ร้านอาหารนี้มีเพียง 8 ที่นั่ง (ถึงแม้จะคิดค่าอาหารค่อนข้างแพงก็ไม่น่ามีกำไร) เป็นมื้อเย็นที่อร่อยมากๆ วัตถุดิบที่นำมาปรุงอาหารถูกจัดสรรมาเป็นพิเศษ เช่น ปลาที่นำมาอบเกลือต้องสั่งมาพิเศษจากทางฝั่งทะเลภาคตะวันตกของประเทศ เป็นต้น ถ้วยชามเครื่องใช้บนโต๊ะที่ใช้สำหรับการบริโภคถูกสั่งทำหรือคัดสรรมาอย่างพิถีพิถัน ตะเกียบเป็นไม้ที่ลงรักอย่างสวยงาม
เมื่อถึงเวลาเสิร์ฟของหวาน เจ้าภาพคืนนั้นได้เชิญพ่อครัวมือเอกมาพบและสนทนาด้วย ปรากฏว่าพ่อครัวคนนี้เป็นหมอศัลยกรรมมีชื่อเสียง ทุกวันยังผ่าตัดคนไข้ตลอดวัน พอตกเย็นแกก็มาผ่อนคลายความเครียดด้วยการทำอาหารให้ลูกค้า เป็นงานอดิเรกมากกว่าเป็นอาชีพ ตะเกียบที่ผมกล่าวถึงเป็นฝีมือศิลปะของคุณหมอเองซึ่งทำขึ้นด้วยใจรัก
ผมถามด้วยความสงสัยว่า หมอผ่าตัดไปหัดทำครัวมาจากไหน คุณหมอเล่าว่า พ่อเป็นพ่อครัวให้กับสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต ซึ่งเป็นบิดาจักรพรรดิขององค์ปัจจุบัน ว่างๆ คุณหมอก็เรียนศิลปะการทำอาหารจากคุณพ่อ
คุยกันถูกอกถูกใจ คุณหมอเลยไปงัดเอาตะเกียบออกมาจากตู้คู่หนึ่ง และมอบให้ผมเป็นของขวัญ พร้อมบอกว่าเป็นตะเกียบที่จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน คือ อากิฮิโตเคยใช้เมื่อพระองค์เสด็จมาเสวยพระกระยาหารที่นี่เงียบๆ เป็นการส่วนพระองค์ และกำชับกับผมว่าต้องเอาออกมาใช้อย่าเก็บไว้บูชา เพราะของสวยงามต้องดูได้และใช้ดี
ผมมีแค่เนกไทของจิมทอมสันพกติดตัวไปด้วย เลยมอบให้คุณหมอไว้เป็นที่ระลึก
นับว่าเป็นการได้ดุลการค้ากับญี่ปุ่นโดยบังเอิญ
สังคมของการเลี้ยงรับรองทำให้สามีไม่ใกล้ชิดกับภรรยาหรือครอบครัวเท่าที่ควร เพราะเช้าต้องออกจากบ้านตั้งแต่ไก่โห่เพื่อขึ้นรถไฟไปทำงาน กลางคืนกว่าจะกลับถึงบ้านก็เที่ยงคืน เป็นเช่นนี้ประจำ วันเสาร์อาทิตย์ถ้าไม่ไปเล่นกอล์ฟก็ต้องนอนเอาแรงเพื่อการทำงานในอาทิตย์ต่อไป เมื่อชีวิตเป็นเช่นนี้ถึงเวลาเกษียณอายุจากการทำงาน ภรรยาจะหงุดหงิด เพราะต้องมาคอยดูแลสามี ที่ชราแล้ว ทำให้ไม่มีเวลาออกไปสังสรรค์กับเพื่อนๆ เหมือนก่อน บางคู่ถึงกับหย่าร้างกันด้วยเหตุผลเพราะปรับตัวเข้าหากันไม่ได้
ญี่ปุ่นมีศัพท์ที่เรียกสามีที่เกษียณและอยู่กับบ้านว่า “นูเรโอชิบะ” หรือแปลว่า “ใบไม้แห้งเปียกๆ ที่ติดตามรองเท้า (ของภรรยา)” ไปไหนมาไหนก็เป็นภาระต่อฝ่ายหญิง ถ้าเป็นเมืองไทย ผมว่า พ่อเฒ่าทั้งหลายคงยินดีที่จะเป็นใบไม้แห้งที่ปลิวกระจายไปทั่ว ไม่กลับบ้านกลับช่อง
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







