
บริษัทน้ำเมาทำผิดกม.คุมเหล้าพุ่ง
บริษัทน้ำเมาทำผิดกม.คุมเหล้ากว่า675 คดี ชี้นำโด่งมาตรา32 ประเด็นโฆษณาจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย
บริษัทน้ำเมาทำผิดกม.คุมเหล้ากว่า675 คดี ชี้นำโด่งมาตรา32 ประเด็นโฆษณาจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย
วันนี้(5 ก.ย.) ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ สมาคมโฆษณา ดิจิตอล ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และมูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน จัดเวทีชี้แจงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 หัวข้อ “โฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แบบไหนผิดกฎหมาย” ทั้งนี้มีนักโฆษณาจากบริษัทเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กว่า 20 บริษัทเข้าร่วม
นางสาวชนกธิดา ศิริวัตร นิติกรสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ความถี่ของการทำผิดกฎหมายพ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 และพ.ร.บ.สุรา พ.ศ.2493 นับวันยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เห็นได้จากสถิติการดำเนินคดี ตั้งแต่ปี2553- 2556 พบว่า มีสูงถึง 675 คดี และมากกว่าครึ่งหนึ่งหรือ 330 คดี เป็นการทำผิดเกี่ยวกับการโฆษณา ซึ่งส่วนมากผิดตามมาตรา 32 เช่น การจัดโปรโมชั่นส่งเสริมการขาย ไม่มีข้อความคำเตือน ไม่มีข้อความสร้างสรรค์สังคม นอกจากนี้ยังพบรูปแบบสื่อที่ทำผิดมากที่สุด คือ ป้ายตู้ไฟ ป้ายแบนเนอร์ โปสเตอร์ ส่วนที่เหลือเป็นการโฆษณาผ่านแก้ว ร่มสนาม ทาวเวอร์เบียร์ ส่วนมาตรการที่ได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจและประชาชนเป็นอย่างดี คือ ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระใหญ่
นางสาวชนกธิดา กล่าวว่า การโฆษณาตามกฎหมายฉบับนี้ หมายถึงการกระทำไม่ว่าวิธีใดๆ ให้ประชาชนเห็น ได้ยิน หรือทราบ “ข้อความ” เพื่อประโยชน์ทางการค้า และให้หมายความรวมถึง “การสื่อสารการตลาด” ซึ่งก็คือการแสดงข้อความที่หมายความรวมถึงการแสดงให้ปรากฏด้วยตัวอักษร ภาพ แสง เสียง เครื่องหมาย หรือการทำให้ประชาชนเข้าใจความหมายว่าเป็นการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั่นเอง ซึ่งไม่ได้จำกัดแค่การห้ามแสดงตัวอักษร เครื่องหมายการค้า หรือบรรจุภัณฑ์เท่านั้น ส่วนการสื่อสารการตลาดหมายถึง กิจกรรมที่ต้องการขายสินค้า บริการ สร้างภาพลักษณ์ ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวสาร ส่งเสริมการขาย การแสดงสินค้า การจัดหรือสนับสนุนให้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ และการตลาดทางตรง
นางสาวชนกธิดา ระบุว่า ยกตัวอย่าง กรณีคำพิพากษาศาล เมื่อวันที่14 ก.พ.2555 ได้พิพากษาไว้อย่างชัดเจนว่า การทำผิดตามมาตรา 32 วรรค 1 แบ่งได้เป็น 2 กรณี คือ1.การโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ก็เป็นความผิดแล้ว และเป็นการห้ามโฆษณาโดยเด็ดขาด โดยการแสดงข้อความให้เห็นบ่อยๆ ถือเป็นการตอกย้ำการรับรู้ย่อมมีผลในทางโฆษณาครบถ้วนโดยไม่ต้องมีข้อความอื่นใดประกอบด้วย2.การแสดงชื่อหรือตราสินค้า อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณหรือชักจูงให้ผู้อื่นบริโภคไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ดังนั้นตามมาตรา 32 วรรค1 จึงเป็นการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในทุกรูปแบบอย่างเด็ดขาด ส่วนมาตรา 32 วรรค 2 และ 3 เป็นบทยกเว้นให้โฆษณาได้ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายแม่บท กฎกระทรวง และประกาศคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เกี่ยวข้อง
“กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด ผู้ผลิตและนำเข้าสามารถจำหน่ายได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ซึ่งมาตรการต่างๆอาจไม่เพียงพอต่อการควบคุม ทำให้ภาคธุรกิจซึ่งมีเงินทุนจำนวนมหาศาล ยังมีการโฆษณา และส่งเสริมการขายเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยเฉพาะเยาวชนให้เข้ามาเป็นนักดื่มหน้าใหม่ ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อปรับเปลี่ยนค่านิยมให้ลดการดื่ม โดยต้องขอความร่วมมือจากนักโฆษณา เพื่อผลิตโฆษณาที่สร้างสรรค์ ไม่ทำผิดกฎหมาย หลีกเลี่ยงการหนุน ส่งเสริม หรือสนับสนุน ให้เยาวชน มีแรงจูงใจในการดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้นอย่างไรก็ตาม กฎหมายนี้มีเจตนารมณ์ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในสังคม ปรับสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมสู่สังคมสุขภาวะ โดยเฉพาะการมุ่งคุ้มครองคนรุ่นใหม่ไม่ให้เข้าถึงพิษภัยของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อลดปัญหาสุขภาพ สังคม ความรุนแรง อาชญากรรม เศรษฐกิจ” นางสาวชนกธิดา กล่าว
นายพิริยะ ทองสอน เลขาธิการมูลนิธิสื่อเพื่อเยาวชน กล่าวว่า จากข้อมูลศูนย์วิจัยปัญหาสุรา ระบุว่า คนไทยเสียชีวิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปีละมากกว่า 2หมื่นคน ถึงแม้การโฆษณาจะไม่ได้มีผลโดยตรงกับการลดการดื่มของผู้ที่ดื่มอยู่แล้ว แต่การโฆษณาจะมีผลในการจดจำภาพลักษณ์ ตราสินค้า กิจกรรมที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดซึ่งกลุ่มเด็กและเยาวชน เป็นกลุ่มที่เข้าสู่การดื่มได้เร็วมาก และมีปริมาณการดื่มหนักมากกว่าประเทศอื่นๆ ซึ่งเป็นค่านิยมที่ทำตามกันมานาน ดังนั้นการปรับเปลี่ยนค่านิยมต้องใช้หลายๆมาตรการเพื่อเข้ามาแก้ปัญหา ซึ่งการควบคุมโฆษณาและการส่งเสริมการขาย ก็เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่ทำถูกแล้ว
“ภาครัฐหรือผู้บังคับใช้กฎหมายต้องเข้มงวดเรื่องการโฆษณาและการส่งเสริมการขายอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยที่จะมีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษี เพื่อให้รัฐมีรายได้มากขึ้น ชดเชยความเสียหายจากผลกระทบของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่และสงกรานต์ ที่ประเทศไทยต้องมานั่งนับศพ7วันอันตราย2 เทศกาลนี้ทุกปี ขณะที่ฝั่งธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กลับมีรายได้มหาศาลตลอดทั้งปี”นายพิริยะ กล่าว







