posttoday
ชุมชนจัดการตนเอง ชุมชนสุขภาวะ

ชุมชนจัดการตนเอง ชุมชนสุขภาวะ

04 กันยายน 2556

ผมถือโอกาสหลบเรื่องร้อนๆ ทางการเมืองในกรุงเทพฯ ออกไปดูป่าเขาและเยี่ยมชุมชนติดๆ กันหลายวัน กลับมามีความสุขมาก งานชุมชนที่ฐานล่างนั้นน่าสนุก มีเสน่ห์และสร้างกำลังใจได้ดีทีเดียว ขอบอก

ผมถือโอกาสหลบเรื่องร้อนๆ ทางการเมืองในกรุงเทพฯ ออกไปดูป่าเขาและเยี่ยมชุมชนติดๆ กันหลายวัน กลับมามีความสุขมาก งานชุมชนที่ฐานล่างนั้นน่าสนุก มีเสน่ห์และสร้างกำลังใจได้ดีทีเดียว ขอบอก

ที่ป่าชุมชนบ้านกลาง เขต ต.บ้านดง อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง ที่นั่นเป็นชุมชนบ้านป่าของชาวกะเหรี่ยงโปว์ที่อพยพมาจาก จ.กาญจนบุรี ชาวบ้านทั้งหมดนับถือศาสนาคริสต์ เป็นแบบติสต์ มีกันแค่ 62 หลังคาเรือน ประชากร 271 คน หมู่บ้านตั้งอยู่บนเขาสูงในพื้นที่ต้นน้ำประเภท 1A ซึ่งปกติกฎหมายไม่อนุญาตให้อยู่อาศัย แต่ด้วยความที่พวกเขาอยู่มานานกว่าร้อยปีสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน มีหลักฐานพิสูจน์ได้ชัดเจนจึงได้รับข้อยกเว้น

หมู่บ้านอยู่กลางหุบเขาหินปูน ล้อมรอบด้วยภูเขา 7 ลูก เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำห้วยเล็กๆ 17 สาย ไหลลงสู่แม่ต๋ำ แม่มาย และแม่ยม เส้นทางเข้าออกหมู่บ้านค่อนข้างยากลำบาก เป็นถนนลูกรังสลับคอนกรีตแคบๆ คดเคี้ยวและสูงชัน

ความอุดมสมบูรณ์ของป่าสักในอดีตทำให้ที่นี่มีการสัมปทานป่าไม้มาแล้วถึง 3 รอบ คือในปี 2493 2502 และ 2514 แม้จะสิ้นสุดสัมปทานไปแล้วแต่ก็ยังมีการลักลอบตัดไม้ทำลายป่าจากกลุ่มอิทธิพลและกลุ่มผลประโยชน์ในพื้นที่มิได้ขาด

จนกระทั่งปี 2538 ชาวบ้านทนต่อปัญหาความแห้งแล้ง น้ำท่วมดินโคลนถล่มที่กระทบต่อการประกอบอาชีพและอยู่อาศัยไม่ไหว จึงเริ่มก่อตัวเป็นกระบวนการอนุรักษ์ ตั้งกติกา และกรรมการชุมชนขึ้นมาดูแลป่าชุมชนของพวกเขาอย่างเข้มแข็งมาก เคยได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียวเมื่อ 5 ปีก่อน ไปเยี่ยมเยียนคราวนี้พบว่าป่ายิ่งอุดมสมบูรณ์กว่าเดิม ชาวบ้านมีความสุข มีความเฉลียวฉลาด เชื่อมั่นในพลังของตน ถือเป็นแบบอย่างของชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนจัดการตนเอง หรือชุมชนสุขภาวะอย่างแท้จริง

พื้นที่หมู่บ้านมีขนาด 18,125 ไร่ แต่พวกเขาใช้ที่ดินทำกินเพียงส่วนน้อย โดยเก็บรักษาเอาไว้เป็นป่าชุมชนของส่วนรวมจำนวนมากถึง 16,727 ไร่ หรือคิดเป็น 92% ปัจจุบันป่าชุมชนที่พวกเขารักษาไว้นี้ได้กลายเป็นฐานเศรษฐกิจชุมชนจากของป่า (Forest Economy) คือหน่อไม้ไผ่หกและครั่งป่าเป็นหลัก การตัดหน่อไม้ตามแบบภูมิปัญญายิ่งทำให้ป่าไผ่อุดมสมบูรณ์ ร่องห้วยทุกสายมีความชุ่มชื้นตลอดปี ดูได้จากปริมาณทากดูดเลือดที่ชุกชุมมาก ที่นี่ไม่มีคนจน ไม่มียาเสพติด มีความมั่นคงทางอาหารเป็นที่สุด ข้าวที่ปลูกมีกินอย่างเหลือเฟือ ทอผ้าใช้เองด้วย พึ่งตนเองได้เกือบทุกด้าน

พวกเขาเพิ่งจะมีไฟฟ้าใช้เมื่อปีที่แล้ว ทั้งๆ ที่อยู่ไม่ห่างจากโรงไฟฟ้าแม่เมาะมากนัก แต่ทางการได้เอาแผงโซลาร์เซลล์ไปติดตั้งให้ ที่อาจจะลำบากหน่อยก็คือเมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินต้องเดินทางลำบากและแสนไกล แต่เขาก็ไม่รู้สึกเดือดร้อน เพราะมีระบบกองทุนและรถขนส่งคนป่วยไว้รับมือเป็นการเฉพาะ

น่าสนใจมากที่ชาวบ้านเขาใช้ระบบกองทุนเพื่อการจัดการในชุมชนตนเองอย่างมีประสิทธิภาพและหลากหลายมาก มีทั้งกองทุนสัจจะออมทรัพย์ กองทุนหน่อไม้ ธนาคารข้าว ธนาคารที่ดิน ธนาคารวัวควาย กองทุนเหล่านี้คือรูปธรรมของการจัดองค์กรหรือการจัดตั้งตนเองอย่างเป็นระบบของชาวบ้าน ที่นี่เป็นหมู่บ้านเพียง 2 แห่งจาก 8 หมื่นชุมชนของประเทศที่ปฏิเสธที่จะรับเงินกองทุน 1 ล้านบาทจากรัฐบาล โดยยืนกรานว่าไม่มีความจำเป็นและไม่ต้องการเป็นหนี้แบบบ้านอื่น

มีเรื่องที่น่าทึ่งมากอยู่อีกเรื่องหนึ่งคือปี 2553 ชุมชนโดนเจ้าหน้าที่รัฐฟ้องร้องว่าไร่หมุนเวียนที่ชาวบ้านทำนั้นไปทำลายป่าและสิ่งแวดล้อม ทำให้โลกร้อน ชาวบ้านจึงขอนักวิจัยจากองค์กรรีคอฟต์มานำพาทำการวิจัยสร้างความรู้ จนพบว่าแท้ที่จริงแล้วภูมิปัญญาการทำไร่หมุนเวียนแบบกะเหรี่ยงโปว์ ที่มีวงรอบคราวละ 7 ปีกลับไม่เป็นการทำลายป่าแต่อย่างใด ตรงกันข้ามยังพบว่าป่าชุมชน ป่าอนุรักษ์ และป่าใช้สอยที่พวกเขาดูแลรักษาสามารถเก็บกักคาร์บอน ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เท่ากับที่ปล่อยจากรถยนต์ 2 หมื่นคัน และปล่อยออกซิเจนให้แก่ผู้คนได้ถึง 57,612 คนต่อปี กระบวนการวิจัยที่ใช้หลักการ องค์ความรู้ และเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ในภาคสนามครั้งนั้น ทำให้ชาวบ้านเฉลียวฉลาดมาก และสามารถอธิบายให้เราฟังอย่างมั่นใจ

ป่าชุมชน เป็นองค์กรจัดตั้งของชุมชนที่ดูแลรักษาฐานทรัพยากรป่า (รวมถึงแหล่งน้ำและที่ดินที่เกี่ยวข้อง) เพื่อเป็นสมบัติสาธารณะและเป็นสวัสดิการของชุมชนไปด้วยกัน ปัจจุบันทั่วประเทศมีป่าชุมชนจำนวน 8,186 แห่ง ใน 68 จังหวัด มีเนื้อที่รวม 3.49 ล้านไร่ (ขึ้นทะเบียนตั้งแต่ปี 254330 มิ.ย. 2556) จากการตระเวนเยี่ยมป่าชุมชนมา 15 ปี ผมพบว่าป่าที่ชุมชนดูแลเหล่านี้มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ในขณะที่ผืนป่าที่ข้าราชการดูแลกลับถูกบุกรุกทำลายลงทุกวัน โดยเฉพาะที่เป็นผลกระทบจากกระแสนโยบายพืชเชิงเดี่ยว

กลับมามองประเด็นระบบสุขภาวะชุมชนผ่านรูปธรรมของหมู่บ้านป่าแห่งนี้อาจทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นว่ากุญแจของชุมชนเข้มแข็งชุมชนสุขภาวะนั้น แท้ที่จริงอยู่ที่ศักยภาพในการเรียนรู้ ปรับตัว และจัดการตนเองของชุมชนนั้นๆ

ชุมชนในชนบทได้เปรียบกว่าชุมชนในเมืองมากเพราะมีฐานทรัพยากรธรรมชาติดินน้ำป่าให้พึ่งพาอาศัย ยิ่งมีทุนทางสังคมวัฒนธรรมที่ร้อยรัดผู้คนให้ผูกพันรักสามัคคีเหมือนเครือญาติก็ยิ่งเป็นหลักประกันที่มั่นคง

ในขณะที่ชุมชนในเมืองไม่มีทรัพยากรธรรมชาติหลงเหลือแล้ว ยิ่งเป็นชุมชนบ้านจัดสรร ชุมชนชาวแฟลต ชุมชนอาคารชุดที่ผู้คนยังชีพด้วยค่าจ้างแรงงาน ตัวใครตัวมัน สายสัมพันธ์ร้อยรัดหดหาย ไม่มีสวัสดิการจากธรรมชาติให้อาศัย ก็ต้องใช้พลังเศรษฐกิจส่วนตัว หรือการจัดตั้งระบบสวัสดิการขึ้นมาช่วยเหลือกันเองด้วยกระบวนการทางสังคมล้วนๆ

ในขณะที่การต่อสู้แย่งชิงอำนาจรัฐในโครงสร้างส่วนบนกำลังดำเนินไปอย่างน่าหวาดเสียว ที่ข้างล่างโน้นชุมชนชนบทจำนวนมากกำลังจัดการตนเองอย่างขะมักเขม้นเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบอยู่ครับ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน