
ถอย"สภาผัวเมีย"ตัดอวัยวะรักษาชีวิต
ความเคลื่อนไหวของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ สว. ขณะนี้อยู่ที่ท่าทีของฝ่ายพรรคเพื่อไทย
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ความเคลื่อนไหวของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของ สว. ขณะนี้อยู่ที่ท่าทีของฝ่ายพรรคเพื่อไทย ภายหลังส่งสัญญาณว่าจะทบทวนการสร้าง “สภาผัวสภาเมีย”
“ประเด็นที่ให้บุพการี คู่สมรสของ สส. และผู้ที่พ้นจากตำแหน่งทางการเมืองไม่ถึง 5 ปี ลงสมัคร สว.ได้ เราพร้อมจะทบทวนให้กลับไปใช้ร่างเดิมที่ไม่อนุญาตให้สามีและภรรยาของ สส.ลงสมัคร สว. เพราะมีผู้ติติงเป็นจำนวนมาก กรรมาธิการก็มีการพูดคุยกัน ถ้ามีเหตุผลเหมาะสมก็จะกลับไปใช้ร่างเดิม” (สามารถ แก้วมีชัย สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) แก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มา สว. ระบุเอาไว้)
เดิมทีในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้ารัฐสภามาในวาระที่ 1 พรรคเพื่อไทยได้กำหนดให้มีข้อห้ามที่ไม่ให้เครือญาติของนักการเมืองลงสมัคร สว. โดยได้บัญญัติไว้ว่า “บุคคลผู้มีคุณสมบัติลงสมัครรับเลือกตั้ง สว. ต้องไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”
ทว่า พอเข้าสู่ชั้นคณะ กมธ.เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา กลับมีการแก้ไขด้วยการตัดข้อความดังกล่าวออกทั้งหมด
ขณะนั้นคณะ กมธ.เสียงข้างมากได้ให้เหตุผลไว้ 2 ข้อ คือ 1.หากมีบทบัญญัติลักษณะนี้จะเป็นการตัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชนที่ควรจะมีสิทธิได้สมัครเลือกตั้ง สว. และ 2.การตัดข้อห้ามทั้งหมดไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่า คนของฝ่ายการเมืองจะเข้ามายึดวุฒิสภา เพราะการเลือกตั้งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชน
เมื่อเสียงข้างน้อยไม่อาจทัดทานเสียงข้างมากได้ สุดท้ายต้องมาต่อสู้กันในรัฐสภาในวาระที่ 2 ซึ่งตลอด 2 สัปดาห์ของการพิจารณานั้นซีกเสียงข้างมากได้นำประเด็น “สภาผัวสภาเมีย” มาขยายแผลพรรคเพื่อไทย เพื่อให้สาธารณะได้เห็นถึงผลเสียของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้เป็นอย่างดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอภิปรายจนทำให้เห็นภาพว่า ถ้าปล่อยให้วุฒิสภาในอนาคตมาตามรัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังพิจารณาอยู่นี้ จะส่งผลให้ฝ่ายนิติบัญญัติเสมือนหนึ่งมีสภาผู้แทนราษฎรเพียงสภาเดียว เนื่องจากวุฒิสภาที่มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลนั้นล้วนเป็นเครือญาติของฝ่ายการเมืองแทบทั้งสิ้น พร้อมกับตอกย้ำลงไปด้วยว่า วุฒิสภากำลังจะกลับไปสู่สภาพความเป็นทาสก่อนการรัฐประหาร พ.ศ. 2549
จึงเป็นผลให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเวลานี้เป็นไปอย่างล่าช้ากว่าที่พรรคเพื่อไทยคาดการณ์เอาไว้ ซึ่งเดิมประเมินว่าน่าจะใช้เวลาเกินเดือน ส.ค.
ตรงนี้เองอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่พรรคเพื่อไทยต้องหาตัวช่วย เพื่อให้การพิจารณาแก้รัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้เร็วมากกว่าที่เป็นอยู่
ย้อนกลับไปดูสภาพของการประชุมแล้ว ปรากฏว่าลงมติไปได้เพียง 4 มาตรา จากทั้งหมด 13 มาตรา และค้างอยู่ที่มาตรา 5 ว่าด้วยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สว. โดยมีสมาชิกรัฐสภาในฐานะผู้แปรญัตติขอแก้ไขถ้อยคำเตรียมอภิปรายไม่ต่ำกว่า 50 คน
พรรคเพื่อไทยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากส่งสัญญาณว่า จะให้มีข้อห้ามที่ไม่ให้ สว.มาจากการเป็นเครือญาตินักการเมืองตามเดิม อย่างน้อยก็ยอมตัดแขนเพื่อรักษาตัวเอาไว้
ตรงกันข้ามหากไม่ยอมถอยและขืนปล่อยให้การประชุมรัฐสภาเป็นอย่างล่าช้าตามกลยุทธ์ของฝ่ายค้านต่อไปเรื่อยๆ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทยแน่นอน เพราะยังมีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญอีก 2 ฉบับรอรับการพิจารณาจากรัฐสภา
สู้ยอมตัดนิ้วเพื่อรักษาตัวเอาไว้ ย่อมจะเป็นผลดีกับพรรคเพื่อไทยมากกว่า และถึงอย่างไรตัวเองก็ได้รับการเลือกตั้งเป็นวุฒิสภากลับมาแล้ว ซึ่งถือเป็นหัวใจของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงไม่มีเหตุผลที่จะรวบอำนาจเอาไว้แต่เพียงฝ่ายเดียว
อย่างไรก็ตาม การถอยของพรรคเพื่อไทยนอกจากจะเป็นทางลัดเพื่อให้การรื้อวุฒิสภาแล่นฉิวได้มากขึ้นแล้ว ยังเป็นเกราะป้องกันให้กับตัวเองในระหว่างการพิจารณาศาลรัฐธรรมนูญด้วย
ทั้งนี้ ฝ่ายตรงข้ามประกาศเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า การทำสงครามการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะไปตัดสินกันที่ศาลรัฐธรรมนูญ และเตรียมใช้ความเห็นของ “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย” (คปก.) ซึ่งเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญมาเป็นสาระสำคัญสำหรับใช้อธิบายว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว.ฉบับนี้มีความมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญอย่างไร
คปก.ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการกำหนดข้อห้ามที่ไม่ให้มีสภาผัวสภาเมียว่า “เจตนารมณ์ของข้อห้ามดังกล่าว เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาการครอบงำโดยบุคคลที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน เพื่อให้การดำเนินงานของ สว.มีความเป็นกลาง โปร่งใส และปลอดจากการแทรกแซง ดังนั้นการยกเลิกมาตราดังกล่าว อาจทำให้ได้ สว.ที่มีความใกล้ชิดกับ สส.ในลักษณะเครือญาติ อาจทำให้ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง ขาดความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ได้”
ความเห็นของ คปก.ที่มี “คณิต ณ นคร” เป็นประธาน ถือว่าคำอธิบายที่เป็นรูปธรรมที่ชี้ให้ศาลรัฐธรรมนูญเห็นถึงกระบวนการครอบงำวุฒิสภาของฝ่ายการเมือง หลังจากก่อนหน้านี้พรรคเพื่อไทยพยายามต่อสู้ว่า ข้อกล่าวหาเรื่องสภาผัวสภาเมียเป็นเรื่องนามธรรมที่ฝ่ายตรงข้ามคิดไปเอง
ดังนั้น การเดินเกมรอมชอมของพรรคเพื่อไทยครั้งนี้มีเพียงเหตุผลเดียว คือ การให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปถึงฝั่งตามที่หวังเอาไว้ แต่จะดีพอจนไปถึงจุดนั้นได้หรือไม่ คงต้องวัดกันที่ศาลรัฐธรรมนูญ







