
เอกชนตุนเงินสดขยายการลงทุน
บริษัทในตลาดหุ้น นอกจากให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงแล้ว ยังนิยมใช้เครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในรูปแบบอื่นๆ มากขึ้น เช่น การจ่ายหุ้นปันผล (Stock Dividend) รวมถึงการให้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (RO) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) ให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนมากยิ่งขึ้นในปี 2556
บริษัทในตลาดหุ้น นอกจากให้อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงแล้ว ยังนิยมใช้เครื่องมือที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นในรูปแบบอื่นๆ มากขึ้น เช่น การจ่ายหุ้นปันผล (Stock Dividend) รวมถึงการให้สิทธิจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน (RO) และใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้น (วอร์แรนต์) ให้แก่ผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนมากยิ่งขึ้นในปี 2556
สาเหตุที่บริษัทให้ความสนใจให้ผลตอบแทนในรูปแบบเหล่านี้ เพราะจากหลายธุรกิจมีแนวโน้มเจริญเติบโตสูง จึงต้องเก็บเงินสดไว้เพื่อขยายการลงทุนให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ รวมถึงภาวะตลาดหุ้นในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ ก็กำลังปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีในการระดมทุน นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มสภาพคล่องของแต่ละบริษัท เพื่อทำให้มูลค่าตลาดเติบโตมากยิ่งขึ้นด้วย
กลุ่มอสังหาริมทรัพย์และกลุ่มบริการ มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการใช้เครื่องมือเพิ่มสภาพคล่องทั้ง 2 ประเภทนี้มากกว่ากลุ่มธุรกิจอื่น โดยทั้ง 2 กลุ่มดังกล่าวมี Successful Rate สูงกว่าค่าเฉลี่ยในทั้ง 2 เครื่องมือ ในขณะที่กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มเทคโนโลยี และกลุ่มพลังงาน ซึ่งใน 3 ปีที่ผ่านมา นอกจากมีการใช้เครื่องมือเหล่านี้ค่อนข้างน้อยแล้ว ยังมี Successful Rate ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในทั้ง 2 เครื่องมืออีกด้วย
บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี ไม่ว่าบริษัทจะมีขนาดเท่าใด หรืออยู่กลุ่มธุรกิจไหน ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การใช้เครื่องมือเพิ่มสภาพคล่องประสบความสำเร็จ คือ ผลการดำเนินงานที่ดี เพราะแม้ว่าจำนวนหุ้นจะมากขึ้น แต่หากมีกำไรเติบโตทุกปี และอัตราส่วนกำไรสุทธิต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ จะได้รับการตอบรับจากผู้ถือหุ้นที่ดีกว่าบริษัทที่ผลการดำเนินงานไม่สม่ำเสมอ หรืออยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากผู้ถือหุ้นให้ความไว้วางใจในฝีมือการบริหาร และศักยภาพในการทำกำไรของบริษัท ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นกลับมาสูงขึ้นได้ในอนาคต
ทั้งนี้ บริษัทที่อยู่ในกลุ่มนอกกลุ่ม SET 200 และบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่มีการจ่ายปันผลเป็นหุ้นในช่วงปี 25532555 พบว่าแม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็ก และมีการจ่ายหุ้นปันผลเหมือนกัน แต่มูลค่าตลาดของบริษัทเหล่านี้เปลี่ยนแปลงตามทิศทางผลการดำเนินงานเป็นหลัก
บริษัทมีแผนการนำเงินไปลงทุนเพื่อการเติบโตในระยะยาว โดยเหตุผลส่วนใหญ่ที่ต้องการรักษาเงินสด หรือขอเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้น คือ เพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อรองรับการขยายตัวของกิจการ เพื่อนำไปชำระหนี้สำหรับบริษัทที่มีสถานะขาดทุนสะสม เพื่อที่จะปรับงบดุลให้เป็นศูนย์ และสามารถจ่ายปันผลให้กับผู้ถือหุ้นได้ในปีถัดไป หรือกรณีที่บริษัทมีหนี้มากทำให้มีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยสูง การนำเงินไปชำระหนี้จะทำให้กำไรสุทธิต่อหุ้นของบริษัทสูงขึ้นได้ เพื่อนำไปขยายการลงทุนในโครงการใหม่ซึ่งมีขนาดใหญ่ หรือการนำไปเปิดสาขาใหม่เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาด ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งกำหนดความสามารถในการเติบโตของบริษัท ดังนั้นบริษัทจำเป็นต้องลงทุนในโครงการที่ทำให้ได้รับผลตอบแทนในระยะยาว ถึงแม้ว่าอาจจะกระทบกับราคาหุ้นให้ปรับตัวลงในระยะสั้นก็ตาม
บริษัทมีจรรยาบรรณในการบริหารและเอาใจใส่ผู้ถือหุ้น ซึ่งนักลงทุนสามารถสังเกตง่ายๆ ดังนี้
การรักษาสัญญาของผู้บริหาร สังเกตว่าสัญญาของผู้บริหารที่ให้ไว้กับผู้ลงทุนนั้น มีแนวทางที่ชัดเจนมากแค่ไหน ยกตัวอย่างเช่น เงินที่ได้มาจากการเพิ่มทุนเมื่อนำไปล้างขาดทุนสะสม และปีถัดไปบริษัทจะสามารถจ่ายปันผลได้จริงหรือไม่ หรือติดตามความคืบหน้าของโครงการที่บริษัทได้บอกไว้ว่าจะทำให้รายได้ของบริษัทเติบโตนั้น สำเร็จไปมากน้อยแค่ไหน
ความถี่ในการขอเพิ่มทุน บริษัทที่ขอเพิ่มทุนบ่อยๆ มักได้รับการตอบรับที่ไม่ดี แสดงออกจากราคาหุ้นที่ได้รับผลกระทบจากหุ้นเพิ่มทุนที่สูง เพราะบริษัทที่ขอเพิ่มทุนเป็นประจำ แสดงถึงความบกพร่องในการวางแผนและบริหารเงินทุน ซึ่งอาจสร้างภาระกับผู้ถือหุ้นด้วย ในกรณีที่ต้องหาเงินมาจ่ายให้กับบริษัทเพื่อรักษาสัดส่วนการถือหุ้นเอาไว้
ราคาหุ้นเพิ่มทุน ควรเป็นราคาที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงหลายปัจจัย เช่น
สภาพตลาดหุ้นในขณะที่จะทำการขอเพิ่มทุนราคาตลาดของหุ้น และราคาจากมูลค่าที่เหมาะสมที่มาจากมูลค่าของบริษัทที่เพิ่มขึ้น หลังจากที่ได้นำเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนไปใช้ตามวัตถุประสงค์ รวมถึงผลกระทบกับราคาหุ้นหลังจากมีการเพิ่มทุน
ความสามารถในการจูงใจผู้ถือหุ้นเดิมให้ยินยอมเพิ่มเงินลงทุนให้พอเพียงกับความต้องการเงินทุนของบริษัท
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างผู้ถือหุ้นให้เป็นไปตามที่บริษัทต้องการ
ความถูกต้องตามกฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และ พ.ร.บ.หลักทรัพย์
ต้นทุนทางการเงินที่เกิดขึ้นเปรียบเทียบกับทางเลือกในการระดมทุนประเภทอื่น
ปริมาณสภาพคล่องส่วนเพิ่ม สัดส่วนการจ่ายปันผลเป็นหุ้นใหม่ หรือสัดส่วนการใช้สิทธิเพิ่มทุนควรมีความเหมาะสม เพราะสภาพคล่องที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป นำมาสู่การเกิด Price Dilution มากตามไปด้วย อีกทั้งเป็นภาระของผู้ถือหุ้นที่ต้องหาเงินมาจ่ายให้กับบริษัท ดังนั้นบริษัทต้องวางแผนการเพิ่มสภาพคล่อง โดยคำนึงการเปลี่ยนแปลงของราคาและปริมาณหุ้น รวมไปถึงภาระต่อผู้ถือหุ้น ในกรณีวอร์แรนต์จะมีความซับซ้อนในประเด็นข้างต้นมากขึ้น เพราะต้องวางแผนระยะเวลาในการใช้สิทธิซื้อหุ้น และราคาในการแปลงสภาพเป็นหุ้นอีกด้วย
สุดท้ายนี้ สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ในการได้รับหุ้นปันผล หุ้นเพิ่มทุน และวอร์แรนต์ จากบริษัทจดทะเบียนต่างๆ นั้น ต้องเข้าไปตรวจสอบข้อมูลก่อนการลงทุน เช่น วันสุดท้ายที่จะได้สิทธิดังกล่าวเป็นวันที่เท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับช่วงปิดสมุดบัญชีเพื่อจ่ายปันผล นั่นก็คือตั้งแต่ต้นปี และจะเริ่มหนาแน่นในช่วง มี.ค.-พ.ค. นั่นเอง ดังนั้นผู้ลงทุนที่เข้าซื้อหุ้นในช่วงเวลาดังกล่าว จะเปรียบเสมือนกับได้โปรโมชันส่งเสริมการขายที่บริษัทต่างๆ ได้นำมาใช้เพื่อเพิ่มความน่าสนใจในหุ้นของบริษัท แต่สินค้าที่มีโปรโมชันเหล่านี้ต่างมีต้นทุน และต้นทุนเหล่านั้นได้ถูกเพิ่มไปในราคาสินค้าเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นในฐานะผู้ลงทุนที่ดีจึงควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ และเลือกซื้อเฉพาะสินค้าที่ดี มีคุณภาพ ในราคาเป็นกันเองครับ







