
ส่องกระจกมองตน
เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามแสวงหาทางออกต่อประเด็นความขัดแย้งการเมืองภายในประเทศ
เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พยายามแสวงหาทางออกต่อประเด็นความขัดแย้งการเมืองภายในประเทศ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่ผ่านมา รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ จัดให้มีเวทีปาฐกถา “Uniting for the future : Leaning form each other’s experiences ผนึกกำลังสู่อนาคต : เรียนรู้ร่วมกันจากประสบการณ์” ด้วยการเชิญอดีตผู้นำต่างประเทศที่มีประสบการณ์แก้ไขปัญหาความขัดแย้งการเมืองมาถ่ายทอดประสบการณ์ ที่โรงแรมพลาซ่า แอทธินี
มุมมองความคิดของอดีตผู้นำระดับโลกน่ารับฟังอย่างยิ่ง เช่น โทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คนไทยเท่านั้นจะสามารถแก้ไขปัญหาได้
อดีตผู้นำพรรคแรงงานผู้มีบทบาทในการปลดล็อกความขัดแย้งยาวนานกว่า 30 ปี ระหว่างไอร์แลนด์เหนือและสหราชอาณาจักร กล่าวด้วยว่า ฝ่ายบริหารควรเคารพอำนาจและการตัดสินของฝ่ายตุลาการ แม้บางอย่างอาจขัดใจตัวเอง
หรือมุมมองของนางฟริซิลลา ผู้เชี่ยวชาญอิสระด้านความยุติธรรมฯ กล่าวถึงแนวทางสร้างความปรองดองไม่ใช่กระบวนการเร่งรีบ ต้องเอาใจใส่ในการรับฟังความเห็นต่าง ไทยควรนำผลการศึกษาที่ได้ข้อยุติของ คอป. และสถาบันพระปกเกล้ามาศึกษาด้วย
แนวทางสร้างความปรองดองของบุคคลชั้นนำโลก มีความสอดคล้องต้องกันในหลายประเด็น โดยเฉพาะการยอมรับความเห็นต่าง เพราะแม้แต่ผู้นำไทยอย่าง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งขึ้นกล่าวเปิดงาน ยังบอกว่าประชาธิปไตยไม่ได้เพียงหมายถึงระบบที่เสียงข้างมากเป็นรัฐบาล และเสียงข้างน้อยเป็นฝ่ายค้าน แต่หมายรวมถึงวัฒนธรรมที่ประชาชนทุกคนเคารพความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และที่ทุกคนยึดและเคารพต่อหลักนิติรัฐ นิติธรรม
น่าแปลกใจว่าก่อนหน้านี้มีผู้ปรารถนาดีในประเทศเคยให้แนวทางรับฟังความเห็นต่างเอาไว้ แต่รัฐบาลไม่ได้ให้ความใส่ใจหรือไม่พยายามเข้าใจ ครั้นเชิญบุคคลต่างประเทศตอกย้ำแนวทาง ก็เกิดคำถามว่ารัฐบาลจะตีความออกหรือไม่
ดังนั้น ความพยายามเชิญบุคคลต่างประเทศมาเป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความปรองดอง นอกจากผู้นำประเทศประสบความสำเร็จ ได้มีโอกาสบันทึกภาพประวัติศาสตร์กับเหล่านักสันติภาพโลก
แต่เป้าหมายต่อไปต้องส่องกระจกมองตนเอง พร้อมหรือยังที่จะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจนำข้อเสนอดังกล่าวมาปฏิบัติอย่างจริงจัง







