
ปฏิรูป
เมื่อ 6-7 ปีมานี้ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมือง ประเทศอินโดนีเซียที่ในอดีตเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายทางการเมือง กลับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตก้าวหน้าสูง ถึงขนาดถูกรวมเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ BRIIC ที่กำลังมาแรงในโลก คือเพิ่ม I อีกตัวสำหรับอินโดนีเซีย รวมเข้ากับ บราซิล รัสเซีย อินเดีย ไชน่า โดยอินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 250 ล้านคน และมีพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจคล้ายกับประเทศไทยก่อนที่จะมีปัญหาทางการเมือง จนได้รับการขนานนามจากโลกตะวันตกว่าเป็น นิวไทยแลนด์ สลับกับประเทศไทยในตอนนั้นที่มีความไม่สงบทางการเมืองจนได้รับขนานนามว่าเป็น นิวอินโด
เมื่อ 6-7 ปีมานี้ ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังอยู่ในภาวะวุ่นวายทางการเมือง ประเทศอินโดนีเซียที่ในอดีตเป็นประเทศที่มีความวุ่นวายทางการเมือง กลับเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมืองอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะเจริญเติบโตก้าวหน้าสูง ถึงขนาดถูกรวมเป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศ BRIIC ที่กำลังมาแรงในโลก คือเพิ่ม I อีกตัวสำหรับอินโดนีเซีย รวมเข้ากับ บราซิล รัสเซีย อินเดีย ไชน่า โดยอินโดนีเซียมีประชากรประมาณ 250 ล้านคน และมีพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจคล้ายกับประเทศไทยก่อนที่จะมีปัญหาทางการเมือง จนได้รับการขนานนามจากโลกตะวันตกว่าเป็น นิวไทยแลนด์ สลับกับประเทศไทยในตอนนั้นที่มีความไม่สงบทางการเมืองจนได้รับขนานนามว่าเป็น นิวอินโด
แต่ในขณะนี้ อินโดนีเซียเริ่มมีปัญหาทางเศรษฐกิจอย่างมาก เพราะอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจต่ำกว่าที่คาดหมาย อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูง ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงติดต่อกัน เงินทุนไหลออก ทำให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนที่สุดในรอบหลายปี และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลงมาก
สาเหตุหลักของปัญหาน่าจะมาจากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายในเกิดจากปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดการพัฒนาที่ดี ปัญหาการคอร์รัปชั่นที่เพิ่มสูงขึ้น ส่วนปัจจัยภายนอกก็คงหนีไม่พ้นเศรษฐกิจของโลกที่ซบเซา ทำให้การส่งออกของอินโดนีเซียที่ส่วนใหญ่เป็นแร่ธาตุและถ่านหินได้รับผลกระทบ ประกอบกับข่าวที่ธนาคารกลางของสหรัฐจะยกเลิก QE ทำให้เงินไหลออก และการยกเลิกการสนับสนุนราคาน้ำมัน เพราะรัฐบาลไม่สามารถแบกภาระต่อไปได้ หลังจากที่น้ำมันที่ขุดได้ในประเทศหมดลง ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นสูง ซึ่งก็ต้องติดตามดูว่าเศรษฐกิจของประเทศอินโดนีเซียที่มีประชากรมากที่สุดในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะพัฒนาต่อไปอย่างไร และการที่บอกว่าเศรษฐกิจของอินโดนีเซียที่กำลังย่ำแย่จะไม่ส่งผลกระทบมายังไทยนั้นอาจจะไม่จริง ถ้าหากจำกันได้ในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง ผลกระทบจากวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยส่งผลกระทบให้กับอินโดนีเซียโดยตรง ดังนั้นหากเศรษฐกิจอินโดนีเซียมีปัญหาถึงขั้นวิกฤตก็น่าจะส่งผลถึงความเชื่อมั่นของทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งก็หวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้น
หันกลับมามองไทย บทเรียนความวุ่นวายทางการเมืองในอดีตที่ถ่วงความเจริญของประเทศมาเป็นเวลานาน ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่เรียนรู้และพยายามหลีกเลี่ยง แม้จะมีความพยายามที่จะชักนำเพื่อให้กลับเข้าสู่วิกฤตใหม่ แต่ดูเหมือนจะจุดติดยาก แนวทางการพัฒนาของประเทศไทยเริ่มมีทิศทางที่ถูกต้องหลังจากที่เสียโอกาสมานาน และก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าประเทศจะไม่กลับเข้าไปสู่ความวุ่นวายและถ่วงความเจริญอีก และคงไม่มีคนไทยคนไหนอยากให้ประเทศได้รับฉายา นิวอินโด หรือที่แย่กว่านั้นคือ นิวอียิปต์ อย่างแน่นอน
ซึ่งหากมองปัญหาของอินโดนีเซียก็จะสะท้อนปัญหาของไทยได้หลายอย่าง เช่น ปัญหาโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่พัฒนา ซึ่งประเทศไทยกำลังดำเนินการอยู่ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางคมนาคมของไทยจะสามารถเริ่มดำเนินการได้ในเร็วนี้ ปัญหาการคอร์รัปชั่นซึ่งจะต้องมีการดำเนินการป้องกันอย่างจริงจัง ปัญหาการอุดหนุนราคาพลังงานมายาวนานจนในที่สุดก็ไม่สามารถจะอุดหนุนไหว ซึ่งประเทศไทยได้เริ่มการทยอยปรับราคาพลังงานให้สะท้อนต้นทุน ปัญหาการพึ่งการส่งออกสินค้าที่เป็นสินค้าขั้นมูลฐาน โดยประเทศไทยต้องเพิ่มการพัฒนาสินค้าส่งออกให้เป็นสินค้าสำเร็จรูป และการพัฒนาแบรนด์ให้ได้ และปัญหาทางการเมืองที่จะต้องแก้ไขด้วยระบบประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยไม่พึ่งอำนาจนอกระบบหรือการประท้วงบนถนน
ดังนั้นแนวคิดที่จะมีการปฏิรูปประเทศไทยจึงเป็นทิศทางที่ถูกต้อง โดยจะต้องปฏิรูปในทุกด้าน คือ ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม โดยอาจจะต้องเริ่มที่การปฏิรูปทางการเมืองก่อน เพราะเป็นต้นเหตุแห่งการถ่วงความเจริญมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว ซึ่งก็หวังว่าจะสามารถปฏิรูปให้การเมืองสามารถเอื้อประโยชน์ในการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงแทนที่จะเป็นตัวถ่วงเหมือนอดีตที่ผ่านมา และที่สำคัญที่สุดคือ การปฏิรูปความคิดและจิตสำนึกของบุคลากรทางการเมือง
การปฏิรูปทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณากันหลายด้าน ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นการปรับแนวคิด และปรับในส่วนของราชการมากกว่าส่วนของเอกชน เพราะเอกชนไทยมีความสามารถในการปรับตัวเองสูงอยู่แล้ว ดังนั้น การปรับบทบาทของรัฐให้มาสนับสนุนภาคธุรกิจแทนที่จะเป็นอุปสรรคการปฏิรูประบบภาษีให้มีความยุติธรรม แม้กระทั่งการปรับบทบาทของ ธปท. ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องนำมาพิจารณา
การปฏิรูปทางสังคมน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การที่คนในประเทศจะต้องเห็นประโยชน์ของประเทศมากกว่าประโยชน์ส่วนตัว การปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้องแก่ประชาชนโดยเฉพาะกับเยาวชนในเรื่องการปฏิรูปทางสังคมนี้ สื่อสารมวลชนน่าจะมีส่วนในการปลูกฝังอย่างมาก การปฏิรูป สื่อเพื่อให้พัฒนากรอบคิดของประชาชนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก โดยสื่อจะต้องเสนอเรื่องที่มีสาระและให้ข้อคิดแก่ประชาชนมากกว่าที่จะเอามัน หรือมุ่งแต่การตลาดอย่างเดียวโดยไม่ได้ปลูกฝังค่านิยมที่ถูกต้อง
หากทุกฝ่ายมีความตั้งใจที่จะปฏิรูปกันอย่างจริงจังแล้ว รับรองประเทศไทยมีอนาคตที่สดใสแน่







