posttoday
กลไกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย : รื้อ โละ ริเริ่ม

กลไกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย : รื้อ โละ ริเริ่ม

02 กันยายน 2556

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2556 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “วางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย” ระหว่างวันที่ 1819 ก.ย.นี้ บทความจากงานวิจัยมุมมองใหม่เกี่ยวกับกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมอันจะนำไปสู่แนวทางการเติบโตในอนาคตของเศรษฐกรระดับหัวกะทิใน ธปท. มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นมีงานวิจัยกลไกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย : รื้อ โละ ริเริ่ม ที่คณะผู้วิจัยได้นำเสนอไว้ดังนี้

การสัมมนาวิชาการประจำปี 2556 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในปีนี้จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ “วางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย” ระหว่างวันที่ 1819 ก.ย.นี้ บทความจากงานวิจัยมุมมองใหม่เกี่ยวกับกลไกการเติบโตของเศรษฐกิจไทยและวิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อมอันจะนำไปสู่แนวทางการเติบโตในอนาคตของเศรษฐกรระดับหัวกะทิใน ธปท. มีหลายเรื่องที่น่าสนใจ หนึ่งในนั้นมีงานวิจัยกลไกสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย : รื้อ โละ ริเริ่ม ที่คณะผู้วิจัยได้นำเสนอไว้ดังนี้

ทำอย่างไรเศรษฐกิจถึงจะเติบโต เป็นคำถามที่มีคำตอบได้มากมาย แต่การไปถึงจุดหมายนี้ยังคงเป็นความท้าทายแก่ทุกเศรษฐกิจในโลก และที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ กลไกที่นำไปสู่การเติบโตนั้น จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนเพียงใด คำถามนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยอีกครั้งในสภาวะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไม่ร้อนแรงดังเช่นอดีต

รูปแบบการเติบโตของเศรษฐกิจไทยตั้งแต่พัฒนาเข้าสู่เศรษฐกิจสมัยใหม่ในช่วงแรก คล้ายคลึงกับประสบการณ์ของหลายประเทศ คือ การขยายตัวโดยผ่านการสะสมปัจจัยการผลิต เศรษฐกิจไทยมีปัจจัยการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงาน ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการขยายตัวของประชากร อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกแรงงานกระจุกตัวอยู่ในภาคการผลิตที่ยังคงการผลิตแบบเก่า เช่น ภาคเกษตรกรรม ซึ่งยังไม่สามารถยกระดับการเติบโตโดยรวมของเศรษฐกิจได้มากนัก กล่าวคือ ผลิตภาพ (ซึ่งหมายถึงผลผลิตที่ผลิตได้เมื่อเทียบกับปัจจัยการผลิต หรือ Productivity) มีการเติบโตอยู่ในระดับต่ำนั่นเอง

จนถึงช่วงสองทศวรรษล่าสุด เศรษฐกิจไทยและประเทศกำลังพัฒนาต่างๆ ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกตามกระแสโลกาภิวัตน์ หลายประเทศรวมถึงไทยได้ประโยชน์ชัดเจนจากการถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งสามารถยกระดับผลิตภาพของประเทศขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในภาคการผลิตสมัยใหม่ เช่น อุตสาหกรรมและบริการ ถึงกระนั้นก็ตาม การเพิ่มขึ้นของผลิตภาพในภาคการผลิตเหล่านี้ยังไม่ใช่ทั้งหมดของแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น

ปัจจัยสำคัญอีกประการ คือ การจัดสรรทรัพยากรการผลิตภายในตัวเศรษฐกิจเอง ในกรณีของไทย เราจึงพบว่าภาคการผลิตแบบเก่าซึ่งมีผลิตภาพต่ำได้ “ปลดปล่อย” ปัจจัยการผลิตให้หลั่งไหลเข้าไปสู่ภาคการผลิตสมัยใหม่ที่มีผลิตภาพสูงกว่า ความสอดคล้องกันของการพัฒนาในตัวอุตสาหกรรมเองผนวกกับการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม จึงทำให้เศรษฐกิจไทยในอดีตเติบโตได้อย่างน่าพอใจ ในทางกลับกัน งานวิจัยส่วนหนึ่งพบว่าบางประเทศในกลุ่มละตินอเมริกาและแอฟริกา แม้จะสามารถเกาะกระแสการพัฒนาในระดับโลกได้ แต่ทรัพยากรกลับเคลื่อนย้ายในลักษณะที่ผิดทิศผิดทาง จากภาคที่ผลิตภาพสูงไปยังภาคที่มีผลิตภาพต่ำ การเติบโตโดยรวมจึงไม่สูงอย่างที่ควรจะเป็น

กระบวนการข้างต้นแสดงให้เห็นถึงการที่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง หรือกล่าวได้ว่า เศรษฐกิจไทยนั้นถูก “รื้อ” และจัดสรรใหม่อยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังเป็นการ “รื้อ” ที่สนับสนุนการเติบโตในภาพรวม เช่น แรงงานเกษตรกรรมได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรม เป็นต้น ทั้งการสะสมปัจจัยการผลิต และการจัดสรรทรัพยากรการผลิตระหว่างภาคการผลิต อาจถือได้ว่าเป็นรูปแบบการเติบโตที่ใช้ได้ดีกับเศรษฐกิจไทยในอดีต และประสบความสำเร็จในอีกหลายประเทศเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในระยะถัดไปคณะผู้วิจัยพบว่าแรงส่งเศรษฐกิจจากการขยายตัวของปัจจัยทุนและแรงงานมีแนวโน้มอ่อนกำลังลงเรื่อยๆ ภายใต้ข้อจำกัดของปัจจัยการผลิต เช่น การสะสมทุนอยู่ในระดับต่ำและการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากรที่ทำให้ปัจจัยการผลิตไม่สามารถขยายตัวได้มากเหมือนในอดีต ในขณะเดียวกันเทคโนโลยีและประสิทธิภาพการผลิตของไทยก็เข้าใกล้ขีดจำกัดในระดับโลกมากขึ้น ทำให้การเติบโตแบบก้าวกระโดดเกิดขึ้นได้ยาก

นอกจากนี้ การโยกย้ายทรัพยากรระหว่างภาคการผลิตเริ่มลดลง ตัวอย่างเช่น แม้ภาคอุตสาหกรรมจะยังมีการเติบโตของผลิตภาพที่สูงในระยะหลัง แต่ก็ไม่สามารถดึงดูดทรัพยากรการผลิตเข้ามาได้มากนัก ทั้งหมดนี้เป็นสัญญาณว่ารูปแบบการเติบโตที่เคยได้ผลนั้น อาจกำลังจะถึงทางตันในอนาคตอันใกล้นี้

แล้วไทยจะสามารถสร้างแนวทางการเติบโตในระยะยาวได้อย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร

การเพิ่มผลิตภาพการผลิตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องอาศัยกลไกการจัดสรรทรัพยากรในระดับลึกยิ่งขึ้น แม้กลไกการจัดสรรระหว่างภาคการผลิตจะไม่ทำงาน แต่หากเกิดการโยกย้ายทรัพยากรการผลิตในระดับผู้ประกอบการจากผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพไปสู่ผู้ผลิตที่มีศักยภาพภายในภาคการผลิตเอง

กลไกนี้ก็สามารถยกระดับผลิตภาพโดยรวมได้เช่นกัน เสมือนเป็นการ “รื้อ” ลงไปถึงหน่วยย่อยของเศรษฐกิจ ในขณะเดียวกันเพื่อให้กลไกทำงานได้ดียิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่บางหน่วยของเศรษฐกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพจะต้องถูกทำลายเพื่อให้สิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่าได้เกิดขึ้น กล่าวคือ มีการ “โละ” ผู้ผลิตที่ไม่มีประสิทธิภาพออกไป และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตที่มีศักยภาพได้ “ริเริ่ม” กิจการ กระบวนการ “รื้อ โละ ริเริ่ม” นี้เป็นการสรุปแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับ “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” (Creative Destruction) ซึ่งจะเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้หากต้องการให้เศรษฐกิจเติบโตได้อย่างยั่งยืน

จากการทำการวิจัยด้วยข้อมูลในระดับรายผู้ประกอบการ พบว่าเมื่อเฉลี่ยทั้งระบบเศรษฐกิจ การเติบโตของผลิตภาพในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ทรัพยากรการผลิตได้รับการจัดสรรอย่างถูกทาง (ดังภาพประกอบ) ซึ่งช่วยยืนยันว่าในภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีกระบวนการ Creative Destruction เกิดขึ้นในระดับหนึ่ง แต่หากศึกษาแยกเป็นรายอุตสาหกรรมจะพบว่าในแต่ละอุตสาหกรรมมีระดับของ Creative Destruction มากน้อยแตกต่างกันไป และยังมีบางอุตสาหกรรมที่ Creative Destruction ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ซึ่งนำไปสู่คำถามที่ว่า สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจเช่นไรที่เอื้อให้กระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้น อะไรคือปัจจัยสนับสนุนหรืออุปสรรคของ Creative Destruction และทำอย่างไรให้กลไกนี้สามารถเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจต่อไปได้ คณะผู้วิจัยขอเชิญร่วมหาคำตอบ

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน