
จัดหนัก"3ห้าม"คำขาดรมต.ทรัพย์ฯ
วันนี้ต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้ ผมประกาศเป็นนโยบาย 3 ห้าม ห้ามมีการทุจริต ห้ามวิ่งเต้น ห้ามซื้อขายตำแหน่ง
โดย...ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว
แต่ละคนมีสไตล์ต่างกัน บางคนนิยมสร้างภาพ บางคนใช้ตำแหน่งหน้าที่หาผลประโยชน์ ซ้ำร้ายขาดจิตสำนึกหวงแหนรักษาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง
แต่สำหรับ วิเชษฐ์ เกษมทองศรี รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นักการเมืองตัวเล็กแต่หัวใจไม่เล็กตาม พร้อมเข้ามาทำภารกิจท้าทายครั้งนี้
เหตุเพราะมีภาพบางอย่างถูกวาดไว้สวยงามในสายตาประชาชน เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่เข้าไปไล่รื้อรีสอร์ทปลูกสร้างรุกล้ำอุทยานแห่งชาติ แต่เบื้องหลังการถ่ายทำกลับพบว่าข้าราชการเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย ถูกล่อหลอกให้ตกเป็นทาสอำนาจเงินนายทุน จำนนต่อนักการเมืองที่หวังเข้ามาครอบครองผืนป่าผืนน้ำอย่างไม่ถูกครรลองคลองธรรม
นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งในอีกหลายตัวอย่างที่วิเชษฐ์ต้องการสร้างระบบใหม่ เกิดความโปร่งใส ไม่มีข้อครหาตามมา
“การรื้อรีสอร์ทสิ่งปลูกสร้างบุกรุกอุทยานฯ ต่างๆ เป็นปัญหาสะสมยาวนาน ผมเรียนแล้วว่า การแก้ปัญหาอยากคิดเป็นระบบยาวนาน ไม่ใช่ผมไปชี้ว่าต้องไปรื้อตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งอาจถูกกล่าวหาเลือกปฏิบัติ ทำไมคุณทำที่นี่ไม่ทำที่นั่น ผมจึงสั่งตั้งกรรมการกลั่นกรองและเร่งรัดติดตามตามกฎหมายดำเนินคดีกับผู้บุกรุกสร้างสิ่งปลูกสร้างในอุทยานฯ”
สำหรับคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ประกอบด้วย รองปลัดกระทรวงเป็นประธาน มีผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งอัยการ กองทัพบก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตัวแทนองค์กรเอกชนเอ็นจีโอ มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร
“ผมคิดว่า ถ้า รมต.ใหม่มาก็จะเลิกยาก เพราะคณะกรรมการชุดนี้แต่งตั้งโดยตำแหน่ง คนไหนเกษียณ คนใหม่มาแทน ที่บอกว่าเลิกยาก เพราะมันเป็นระบบสังคมยอมรับ ถ้า รมต.มาแล้วไปยกเลิกคณะกรรมการชุดนี้ก็จะถูกสังคมกล่าวหา”
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติคนใหม่ให้หลักการไว้ว่า ขอให้นำบรรดาคดีทั้งหมดมารวบรวม จัดลำดับคดีที่ศาลตัดสินเป็นที่สิ้นสุดนำขึ้นมาพิจารณาก่อน ตัวอย่างเช่น คดี 10 ปี กับคดี 20 ปี ควรเอาคดี 20 ปีขึ้นมาก่อน แล้วไล่ลำดับดำเนินการ
“วันนี้ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด รวมถึงกรณีคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม อย่างคดีบุกรุกพื้นที่ชายหาดเสม็ด หรือทับลาน จ.นครราชสีมา ต้องพิจารณาดูว่ากรมอุทยานฯ ตั้งกรรมการเอาเรื่องทั้งหมดมากลั่นกรองและนำเข้าคณะใหญ่”
“อย่างที่ผมไปเกาะเสม็ด จ.ระยอง เป็นคดีที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2546 มีการจับกุมดำเนินคดีสั่งให้รื้อถอน ผู้ประกอบการไปอุทธรณ์ และเรื่องยืดเยื้อจนถึงปัจจุบัน มีการไปฟ้องศาลปกครองขอคุ้มครองชั่วคราว ศาลปกครองยกคำร้องไม่คุ้มครอง ถือว่าคดีสิ้นสุด ผมก็ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ ปี 2504 มาตรา 22 ถ้าใครสร้างสิ่งปลูกสร้างในอุทยานฯ เกิดความเสียหาย ใช้อำนาจในการรื้อถอนเองหรือสั่งให้รื้อถอน”
วิธีการของวิเชษฐ์แตกต่างจากอดีตที่มักพบเจ้าหน้าที่บางรายซุ่มเงียบเข้าไปไล่รื้อรีสอร์ท ซึ่งเจ้าตัวยืนยันถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เห็นว่ารัฐไม่เลือกปฏิบัติ และเพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่ไม่ให้ถูกฟ้องร้องกลับ ซึ่งการดำเนินการเป็นระบบทำให้การทำงานคุ้มครองเจ้าหน้าที่
ตั้งคำถามเหตุใดเพิ่งกระตือรือร้นรื้อรีสอร์ทรุกอุทยานฯ ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา
วิเชษฐ์ เปรียบเปรยว่า ผมเคยพูดกับกองทัพบก เจ้าหน้าที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ แม้กระทั่งยาเสพติดคุณกลืนเข้าไปในท้องอย่างไรก็ถูกจับได้ แต่การสร้างสิ่งปลูกสร้างออกไปทางทะเล ห่างจากชายฝั่งพอสมควรก็ต้องเห็นสิ่งเหล่านี้ เป็นคำถามพี่น้องประชาชนมาตลอดที่ผ่านมาทำไมเป็นอย่างนั้น
“ที่ผ่านมาเราไม่รู้ว่ามีเหตุอะไร ผลประโยชน์หรือเปล่า ผมไม่ทราบนะ แต่วันนี้ต้องไม่มีสิ่งเหล่านี้ ผมประกาศเป็นนโยบาย 3 ห้าม ห้ามมีการทุจริต ห้ามวิ่งเต้น ห้ามซื้อขายตำแหน่ง ผมอยากสร้างกระทรวงนี้ให้มีชื่อเสียง ในอนาคตถ้าคุณไปไหนมีคนชื่นชม เป็นกระทรวงที่ตอบสนองประชาชน โปร่งใส จะมีความภาคภูมิใจเกิดขึ้น”
“ผมไม่คิดทำงานแบบสร้างภาพนะ อย่างที่บอก ผมทำงานอะไรเป็นระบบ ต้องการต่อเนื่อง ในอนาคตผมอาจถูกกดดันเยอะมากขึ้น เพราะคนเหล่านี้มีอิทธิพล มีนายทุน ผมไม่ได้คิดต้องอยู่ยาวๆ ไม่ได้ทำอะไร แต่ผมบอกทีมงานเสมอว่า การที่เราอยู่ 3 เดือน 6 เดือน เราสร้างสิ่งที่ดีให้กระทรวงเหมือนได้ตั้งไข่ให้กระทรวง ดีกว่าคนเป็น รมต.ปีสองปีแล้วไม่ค่อยได้ทำอะไร ไม่มีประโยชน์อะไรเลย”
นอกจากออกแบบกรรมการทวงคืนพื้นที่อุทยานฯ อย่างโปร่งใส วิเชษฐ์ต้องการวางระบบใหม่ในการดูแลป่าไม้
“อย่างเรื่องป่าไม้ให้ใช้นโยบายดาวเทียมถ่ายภาพ ตั้งกล้องซีซีทีวี ติดตามข้อมูลย้อนหลัง 5 ปีจนถึงปัจจุบันป่าไม้ถูกทำลายแค่ไหน ส่งผลกระทบต่อต้นน้ำลำธารอนาคต|อย่างไร ทั้งพายุโคลนถล่ม โดยได้สั่งให้ปลัดกระทรวงประชุมหารือทำบูรณาการระหว่างกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ นำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้
พร้อมกันนี้ วิเชษฐ์สั่งให้มีการตั้งวอร์รูมที่กระทรวงให้ผู้เชี่ยวชาญวางระบบรวบรวมข้อมูลทุกกรมรัฐวิสาหกิจมาไว้ที่กระทรวง เพื่อรายงานประชาชนในยามภาวะปกติหรือวิกฤต ไฟป่า สึนามิ
ขณะที่การลักลอบตัดไม้โดยเฉพาะไม้พะยูง ซึ่งเป็นที่ต้องการของจีน เวียดนาม กลายเป็นปัญหาระดับชาติ ได้มอบหมายให้องค์การอุตสาหกรรม|ป่าไม้ (อ.อ.ป.) วิจัยถึงการปลูกเป็นไม้เศรษฐกิจไปเลย
“แต่เดิม อ.อ.ป.ปลูกไม้สักมาก ปลูกแล้วขาย มาภายหลังปลูกยางพารา ยูคาลิปตัส ราคาไม่ดี จึงให้นโยบายปลูกไม้พะยูงแทน และทำเหมือนวิจัยไม้พะยูงใช้เวลาปลูกนานจะทำให้อายุสั้นลงจาก 15 ปี โตใหญ่เหมือน 30 ปีได้ไหม”
ต่อเนื่องไปถึงโครงการปลูกป่า ต้องการให้ปลูกพะยูงอย่างมีคุณภาพ
“เรากำลังมีโครงการรวมใจสีเขียว ทำทุกกรม ให้มีส่วนร่วมคิดทั้งระบบ ดูแลทรัพยากรสิ่งแวดล้อม ปลูกป่า 800 ล้านกล้า ที่ผ่านมาอาจคิดแต่เชิงปริมาณไม่ได้คิดเชิงคุณภาพ จึงสนับสนุนไม้พะยูงมากขึ้น ต้องไปดูว่าดินตรงนี้เหมาะกับไม้อะไร เค็มหรือไม่ การตายเปอร์เซ็นต์ต้องน้อย ถ้าวันนี้ปลูกไม้พะยูงมากขึ้น คนคิดตัดก็จะเป็นไม้เศรษฐกิจไปเลย จึงต้องคิดทั้งสองมิติทั้งป้องกันและขยายพันธุ์”
เรื่องของการดูแลสวัสดิการเจ้าหน้าที่ป่าไม้เป็นอีกเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ วิเชษฐ์สะท้อนความเป็นอยู่ของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ในวันที่เขาเดินทางไปเคารพดวงวิญญาณ สืบ นาคะเสถียร ที่อุทยานแห่งชาติห้วย ขาแข้ง ได้มีโอกาสเข้าไปตรวจ “ศูนย์ยู่ยี่” พบสภาพเจ้าหน้าที่สวมใส่เครื่องแบบที่องค์การต่างประเทศเคยมอบให้เมื่อ 4 ปีที่แล้ว วันนี้ยังสวมใส่ อยู่ แต่อยู่ในสภาพชำรุด
“ถามเขาบอกว่าไม่มีเงินซื้อ ฟังแล้วก็น่าเศร้าใจ เหมือนเสียชีวิตไม่มีเงินทำศพ”วิเชษฐ์ เล่า
เป็นอีกความตั้งใจของวิเชษฐ์ดำริให้มีการตั้งกองทุนส่งเสริมสวัสดิการของผู้พิทักษ์ป่าเร็วๆ นี้ เพื่อสนับสนุนผู้พิทักษ์ป่าทั้งอุปกรณ์การทำงาน ชีวิตความเป็นอยู่
“ผมได้ศึกษาจากกองทัพบก ตำรวจ เมื่อเจ้าหน้าที่เสียชีวิตมีเงินดูแล 3-5 แสนบาท แต่ของเราไม่ได้ทำตรงนี้ จึงคิดว่าจะทำอย่างไรให้กองทุนยาวนาน”
อีกประเด็นที่องค์กรภาคประชาชนออกมาคัดค้านบ่อยครั้งในยามที่รัฐหรือเอกชนผุดโครงการ นั่นคือ เรื่องของการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ และผลศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ หรืออีเอชไอเอ ประเด็นนี้วิเชษฐ์ เปิดเผยว่า จะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการศึกษาให้รวดเร็วกว่าเดิม ประการสำคัญต้องสร้างความโปร่งใสประชาชนเข้าถึง
“ตรงนี้ต้องปรับระบบการทำงาน|ตอบสนองได้เร็วขึ้น แต่ประสิทธิภาพต้องเหมือนเดิม หลายโครงการใช้เวลานาน ทั้งภาครัฐและเอกชนแบ่งคณะทำงาน ไปเลย”
“ตัวอย่างโครงการสร้างสะพานทำอุโมงค์ นอกจากมีป้ายบอกโครงการ แสดงรายการงบประมาณ ต่อไปต้องติดป้ายโครงการนี้ศึกษา ผลกระทบสิ่งแวดล้อมแล้ว พร้อมเปิดพื้นที่ให้ ร้องเรียนด้วยว่าร้องเรียนที่ไหน ผมให้นโยบายไปแล้ว จะมีทีมงานติดตามด้วย”
เหล่านี้คือเจตนาความมุ่งมั่นของวิเชษฐ์ต้องการวางระบบใหม่เพื่อพิทักษ์รักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนทิ้งท้าย “เมื่อผมไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง คนที่เข้ามารับตำแหน่งจะสานต่อไปได้”
ใครขายตำแหน่งเจอดี
เข้าสู่ฤดูแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอีกกระทรวงหนึ่งที่มีเสียงวิจารณ์หนาหูถึงการต่อรองขอตำแหน่งหนักไปถึงขั้นซื้อขายตำแหน่ง
ล่าสุด กระแสข่าวเกี่ยวกับใบสั่งภายนอกกำลังแทรกซึมต้องการมีอำนาจเหนือรัฐมนตรี ซึ่งวิเชษฐ์เตรียมพร้อมรับมือต่อสถานการณ์นี้
“วันนี้ผมได้ประกาศชัดเจนห้ามซื้อขายตำแหน่ง ห้ามทุจริตงบประมาณ จะช่วยสนับสนุนคนทำงานมานาน มีประสบการณ์แต่ขาดโอกาส ต้องเรียนว่าบางท่านอาจไม่เข้าใจการซื้อขายตำแหน่งดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่จริงๆ แล้วทำให้โครงสร้างองค์กรเสียหายไป เพราะว่าคนที่มาอาจไม่รู้เรื่องงานในส่วนที่ต้องรับผิดชอบในกรมนั้น แล้วคนที่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาทำงานมาหนักอาจไม่มีโอกาสเลื่อน คุณลองคิดดูคนที่ซื้อขายตำแหน่งจะไปถอนทุนคืนมันก็ลงไปสู่ระดับล่าง”
เขายอมรับตรงไปตรงมาว่ากระทรวงทรัพยากรฯ มีการซื้อขายตำแหน่ง โดยที่ผ่านมามีเรื่องพวกนี้ลงไปถึงระดับล่าง ทำให้กระทรวงถอยหลัง
“คนที่อยู่ในตำแหน่งผมไม่คิดว่าอดีตท่านมาอย่างไร แต่เมื่อจะอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อไปได้ ท่านต้องขยัน ทำงานตามนโยบายต่างๆ ให้เป็นเชิงรุก สำหรับวันนี้ผมชัดเจนเรื่องการทุจริตงบประมาณซื้อขายตำแหน่งต้องไม่มีแม้แต่บาทเดียว และบอกคนในกระทรวงอธิบดีทุกท่าน หากเกิดเหตุการณ์ทุจริตซื้อขายตำแหน่งอย่าหาว่าผมใจร้าย”วิเชษฐ์ส่งสัญญาณเตือน
เจ้ากระทรวงทรัพยากรฯ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลข้าราชการบางรายเข้าข่ายประพฤติมิชอบ จึงติดตามสอบสวนและได้สั่งการโยกย้ายภายในไปแล้ว แม้แต่บางรายระดับผู้อำนวยการขอเป็นรองอธิบดี แต่เมื่อพบว่ามีข้าราชการใกล้เกษียณไม่กี่เดือนเราก็ควรจะพิจารณาให้เขาก่อน เพราะสำคัญต่อชีวิตราชการ เป็นเกียรติยศต่อครอบครัว นี่เป็นอีกเงื่อนไขที่ต้องตัดสินใจเลือก
วิเชษฐ์ บอกว่า การโยกย้ายต้องคำนึงถึงระบบคุณธรรม ได้คนที่ดีทุ่มเททำงานขึ้นมาเป็นผู้บริหารกระทรวง แต่ละคนมีประสบการณ์สูง หลายคนเป็นอธิบดีหลายกรม วันนี้ต้องดึงความรู้ความสามารถเขาออกมา
สำหรับปีนี้กระทรวงทรัพยากรฯ มีระดับอธิบดีเกษียณ 2-3 ราย วิเชษฐ์จึงใช้วิธีสรรหาจากรอง อธิบดี โดยทุกกรมสามารถสมัครสรรหาแสดง วิสัยทัศน์ ในส่วนระดับอธิบดีไม่ได้เกษียณก็มีการ โยกย้ายให้ตรงกับงานที่ทำ
“ปัจจุบันมีอธิบดีหลายท่านจบการศึกษาประสบการณ์ด้านหนึ่ง แต่ถูกโยกย้ายไปอยู่กับอีกกรมหนึ่ง บางทีผิดฝาผิดตัว อีกอย่างในความคิดผมตลอดเวลาคนที่มาอยู่ใหม่จะตื่นตัว บางทีคุณเป็นอธิบดี 10 ปี อยู่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้มีความคิดใหม่ๆ แต่ถ้าคุณเปลี่ยนคนมาให้ตรงคนที่มาอยู่ใหม่จะกระตือรือร้นมากขึ้น”
“ที่ผมพูดอย่างนี้ ไม่ได้พูดแบบยกเมฆ พูดกับผู้บริหารว่าเรามีปัญหานี้จริงๆ เพราะข้างนอกหลายส่วนพูดมามาก แม้กระทั่งผู้ใหญ่ที่ไม่ใช่นักการเมืองฝากความหวังที่ผม สื่อมวลชนถามจะแก้ปัญหาซื้อขายตำแหน่ง งบประมาณอย่างไร ซึ่งวันนี้เรื่องเหล่านี้จะโปร่งใสมากขึ้นเรื่อยๆ และทุกคนก็ตื่นตัวในการทำงาน”
ฝันของนักการเมือง"มาแล้วต้องไป"
ในเมื่อคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีห้ามเป็นพนักงานหรือลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ ทำให้ วิเชษฐ์ เกษมทองศรี ต้องลาออกจากประธานกรรมการ ปตท. (บอร์ด ปตท.) ทั้งที่ทำงานไปได้แค่เดือนกว่า
แต่เมื่อมารับบท รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แค่ 2 เดือนก็เกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลลงทะเล จ.ระยอง
จึงเป็นเหตุบังเอิญเหลือเกินของผู้เคยเป็นประธานบอร์ด ปตท.และ รมว.ทรัพยากรฯ ปัจจุบันคือคนเดียวกันที่มีบทบาทในสถานการณ์นี้
“ผมอาจได้เปรียบรัฐมนตรีคนอื่น เพราะรู้จักผู้บริหาร ปตท.ทุกคน ตอนเกิดเหตุน้ำมันรั่วผมเป็น รมต.คนแรกลงไปยังพื้นที่ จึงได้บอกให้รีบแก้ไข วันนั้นเราสั่งการให้บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล รีบขจัดคราบน้ำมันออกไปให้เร็วที่สุดจากที่ประเมินใช้เวลา 14 วัน ก็สามารถดำเนินการได้เสร็จภายใน 7 วัน สภาพแวดล้อมเกือบกลับมาสมบูรณ์ แต่กระทรวงทรัพยากรฯ ก็ยังไม่จบมีภารกิจในการฟื้นฟูระยะยาวต่อไป”
แม้เคยสวมหมวกประธาน ปตท.มาก่อน แต่วันนี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ ก็ต้องตรวจสอบ ปตท.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเจ้าตัวยืนยันต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา
“ผมบอกประชาชนในวันเกิดเหตุการณ์ว่า อย่าเพิ่งคิดเรียกร้องค่าเสียหาย แต่คิดว่าจะรีบแก้ปัญหาอย่างไร ผมให้ ปตท.พูดชัดเจนว่าต้องรับผิดชอบ ตอนนี้ขอแก้ปัญหาก่อน วันต่อมาได้เชิญผู้บริหารกระทรวง ตัวแทนกองทัพเรือ ปตท. ประชุมเปิดเผยให้สื่อมวลชนรับฟัง โดยได้บอกกับบริษัท พีทีทีฯ ให้ยืนยันชัดเจนว่าคุณจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด”
“มีคนบอกผมว่าโชคดีนะ ที่ตอนนี้มาเป็นรัฐมนตรีในช่วงที่ ปตท.เผชิญปัญหาทั้งเรื่องน้ำมันดิบรั่วไหลและการเคลื่อนไหวประชาชนคัดค้านการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี”วิเชษฐ์ กล่าว พร้อมเสียงหัวเราะ
ถึงกระนั้น วิเชษฐ์ขอโอกาสชี้แจงให้สาธารณะเข้าใจภาพของ ปตท.ว่า “คนไม่เข้าใจจะไม่รู้ ปตท.ใส่หมวกสามใบ ประเด็นแรก ปตท.มีรัฐบาลถือหุ้นใหญ่ 67% อีก 33% ประชาชนทั้งในและต่างประเทศถือหุ้น ประเด็นที่สอง ปตท.เป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ คำว่าพลังงานแห่งชาติจะมองเรื่องกำไรมากไม่ได้ ต้องมองเรื่องความมั่นคงพลังงาน และประเด็นสุดท้าย ปตท.อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เขาก็ต้องกำหนดให้ทำกำไรมากๆ ถึงจะมีคนซื้อหุ้นมากๆ”
“เห็นมั้ยว่าหมวกสามใบแย้งกันอยู่ คุณเป็นบริษัทพลังงานแห่งชาติ คุณจะเอาแต่กำไร พี่น้องประชาชนเดือดร้อน คุณต้องตอบสนองความต้องการแบกรับภาระ ผมก็ถือว่าตอนนั้นเข้าไปเป็นประธานบอร์ดเดือนกว่าต้องไปชี้แจงผู้ถือหุ้นหลายพันคนที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีคำถามต้องชี้แจง บางคำถามตรงมาที่ตัวผม วิสัยทัศน์การบริหารเป็นอย่างไร บางครั้งก็ถามซีอีโอ สิ่งสำคัญต้องคุมการประชุมให้เรียบร้อยแล้วทำให้ผู้ถือหุ้นพอใจ เพราะถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณสนับสนุนเรา”
ครั้นรับตำแหน่ง รมว.ทรัพยากรฯ ใช่ว่าจะสบายกายสบายใจ เพราะรับรู้ตั้งแต่ก่อนเข้ามาจนถึงทุกวันนี้มีแรงกดดันเขย่าเก้าอี้
“ต้องพูดตรงไปตรงมา ปตท.อาจมีแรงกดดันทางการเมืองน้อย สามารถคิดอะไรทำได้เร็วด้วย แต่การทำงาน รมต.ตอบสนองคนทั้งประเทศ คิดอะไรต้องรอบคอบ อย่างที่ผมบอก เวลาคุณทำสิ่งหนึ่งมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ คุณไปรื้อรีสอร์ทต้องมีคนไม่พอใจแน่นอน แล้วคนไม่พอใจเป็นผู้มีอิทธิพล มีนายทุนใหญ่ ผมก็จะเจอแรงกดดันเยอะในอนาคต”
“ขอพูดความในใจนิดหนึ่ง ตอนผมเป็น รมช.คมนาคม ครั้งแรกรู้สึกตื่นเต้นดีใจที่ได้เป็นนักการเมืองทุกคนมีความฝันอยากขึ้นมาบริหารประเทศ แต่วันที่ผมมาเป็น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ วันนั้นผมคิดแปลกมาก ไม่รู้ทำไม ผมคิดวันนี้มา ผมคิดถึงวันไปเลย อันนี้เรื่องจริงนะ ผมก็เฉยๆ นะว่ามาแล้วต้องไป”
วิเชษฐ์ บอกว่า คราวนี้จะไปเมื่อไหร่ 3 หรือ 6 เดือน หรือ 1 ปีล่ะ เวลาคุณคิดมาแล้วต้องไปทำให้ไม่ยึดติด ชีวิตเราผ่านมาหลายอย่าง เคยทำธุรกิจ เป็นนักการเมืองอยู่ในตำแหน่งเลขานุการ รมต. ที่ปรึกษา รมต. จนถึง รมต. เคยถูกปฏิวัติถูกยุบพรรค ประสบการณ์ครบถ้วน ในอนาคตเกิดอะไร คิดว่าเรามีสิ่งที่เราเคยแย่มาแล้วจึงรับได้ในการปรับเปลี่ยน
“ผมไม่ทราบมาก่อนด้วยซ้ำต้องมาที่นี่แต่ไม่ว่าอยู่ที่ไหนขอวางระบบทำให้ดีที่สุดก่อนที่เราจะไป”นักการเมืองผู้เข้าถึงสัจธรรม ตบท้ายอย่างอารมณ์ดี







