
ตร.โคราชลั่นล่าขบวนการทองคำแท่งยัดไส้
ตำรวจโคราชยันล่าขบวนการทองคำแท่งยัดไส้หลอกขายร้านทองมาลงโทษแม้ผู้ต้องหายอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด
ตำรวจโคราชยันล่าขบวนการทองคำแท่งยัดไส้หลอกขายร้านทองมาลงโทษแม้ผู้ต้องหายอมชดใช้ค่าเสียหายทั้งหมด
พ.ต.อ.วณัฐ อรรถกวิน รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า นางวรนุช กันโต ชาวจ.สิงห์บุรี และนางศิริพร จิตรติกรกุล ชาวจ.นครราชสีมา ผู้ต้องหานำทองคำแห่งยัดไส้ 4 แท่ง น้ำหนักแท่งละ 1 กิโลกรัม รวมทั้งหมด 4 กิโลกรัม ไปขายให้กับร้านทอง 2 แห่งในตัวเมืองจังหวัดนครราชสีมา ได้เงินไปรวมกว่า 5 ล้านบาท ได้เจรจาขอยอมความกับเจ้าของร้านทองผู้เสียหายแล้ว เนื่องจากคดีฐานฉ้อโกงทรัพย์สามารถเจรจายอมความกันได้ โดยหญิงสาวผู้ต้องหาทั้งสองคนยืนยันว่า ไม่มีเจตนานำทองคำยัดไส้ไปหลอกขายให้กับทางร้านทอง พร้อมยินดีที่จะชดใช้ค่าเสียหายให้ทั้งหมด ซึ่งผู้เสียหายที่เป็นเจ้าของร้านทองก็ยอมรับชดใช้ค่าเสียหาย และยินดีถอนแจ้งความ แต่ในส่วนของคดีเมื่อผู้เสียหายถอนแจ้งความคดีก็ถือเป็นอันจบ เพราะคดีความผิดฐานฉ้อโกงสามารถเจรจายองความกันได้ แต่ถึงแม้คดีความในเรื่องของการฉ้อโกงจะจบไป แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังจะต้องทำหน้าที่สืบสวนขยายผลเพื่อหาแหล่งที่มาของทองคำยัดไส้ และขบวนการของกลุ่มมิจฉาชีพนี้ต่อไป
ด้านนายชัยชนะ ประพฤทธิพงษ์ ประธานบริหารชมรมร้านค้าทอง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า จากการตรวจสอบทองคำแท่งที่มีการนำไปขายให้ร้านทองเป็นทองคำแท่ง99.99% หรือทองโฟร์ไนน์ แท่งละ 1 กก. เป็นทองคำแท่งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ซึ่งต้องบอกว่าไม่ใช่ทองปลอม เพราะผิวที่เคลือบเป็นทองคำแท้ แต่ข้างในหรือที่สอดไส้ไม่ใช่ทองคำ จากการตรวจสอบจากผู้ที่เชี่ยวชาญดูด้วยสายตานับว่าทำได้ประณีตมาก ฝีมือขนาดนี้ไม่ใช่ธรรมดา ทั้งรอยพิมพ์ ตัวอักษร ขนาด ความหนา สูงต่ำ น้ำหนักได้ และความถ่วงเฉพาะทองก็ได้ เพราะทองเวลานำไปชั่งบนเครื่องชั่งจะมีค่าความถ่วงเฉพาะทอง และทองคำแท่งที่พบตอนนี้มีเพียง 4 แท่งเท่านั้น ซึ่งตนได้ประสานไปยังร้านค้าทองคำใน จ.นครราชสีมา ทั้ง 105 แห่ง รวมทั้งร้านทองที่ไม่ได้อยู่ในชมรมฯ อีกส่วนหนึ่งด้วยว่า ถ้าร้านใดสงสัยหรือถูกหลอกขายให้รีบนำมาตรวจสอบ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานเข้ามา
นายชัยชนะ กล่าวอีกว่า บังเอิญเมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ทางสมาคมค้าทองคำประเทศไทยมีการจัดสัมมนาที่ จ.นครราชสีมา โดยนายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำได้นำหมายเลขโทรศัพท์มือถือเข้าสู่ระบบไลน์ของสมาคมฯ พร้อมแจ้งต่อๆ กันไปทั่วประเทศ ซึ่งตรงนี้เองทำให้สมาชิกชมรมฯเกิดความตื่นตัว และสงสัย จึงเอาทองคำแท่งออกมาตรวจสอบอย่างละเอียด ส่งผลให้พบทองคำแท่งยัดไส้ตามที่มีข่าวไป สำหรับการตรวจสอบทองคำแท่งยัดไส้มีวิธีการเพียงอย่างเดียวคือ ต้องเผาไฟจนละลายเท่านั้นที่จะสามารถรู้ได้ ขณะที่เผาไฟจนทองคำแท่งแดงฉานจนใกล้จะถึงจุดหลอมละลายตัวที่ยัดไส้ที่ไม่ใช่ทองคำจะละลายเร็วกว่าทอง และจะปริดันแตกออกมาด้านนอก ซึ่งขณะนี้ทุกร้านค้าทองใน จ.นครราชสีมา และสมาคมฯ ทั่วประเทศทราบหมดแล้ว ดังนั้นเชื่อว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องทำเป็นขบวนการซึ่งตำรวจกำลังขยายผลอยู่
“ผมเรียนว่า อันนี้ไม่ใช่แค่คนธรรมดาทำแน่นอนมันต้องมีขบวนการใหญ่มาก โดยเฉพาะจะต้องมีนายทุนใหญ่ และทองคำแท่งที่พบไม่ใช่ทองคำแท่งในประเทศ แต่เป็นทองคำแท่งที่นำเข้าจากต่างประเทศ ในเคสนี้เป็นกรณีแรกที่เกิดขึ้นที่ จ.นครราชสีมา ทองคำแท่งเราเรียกว่า ทองโฟร์ไนน์ หรือทองคำแท่งที่มีเลข 9 สี่ตัว การจะทำทองคำได้ขนาดนี้ต้องเป็นโรงงานที่ใหญ่มาก และการที่ใช้ทองคำมาห่อหุ้มต้องใช้ทองมีน้ำหนัก 5 บาทขึ้นไป เป็นทอง 99.99%หรือทองโฟร์ไนน์ เท่านั้น และวัตถุข้างในที่ยัดไส้ตอนนี้ยังไม่สามารถจะรู้ได้ แต่อยู่ระหว่างการส่งไปให้ทางสามคมฯ ทำการตรวจสอบต่อไป ทั้งนี้ช่วงนี้ราคาทองคำกำลังดี เฉพาะจำนวน 4 แท่งที่นำไปขายตกรวมแล้วประมาณเกือบ 6 ล้านบาท มันเป็นการทำลายเศรษฐกิจ และทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ฉะนั้นขอฝากไปยังผู้บริโภคพี่น้องประชาชนถ้าจะซื้อทองคำแท่งหรือทองรูปพรรณขอให้ซื้อได้ที่ร้านค้าทองเท่านั้นจะได้ของแท้บริสุทธิ์” นายชัยชนะ กล่าว.







