posttoday

คำพิพากษาของอดีตกกต.สะท้อนจากมุมมองสังคมยุคใหม่

28 สิงหาคม 2556

คำพิพากษาศาลฎีกายกฟ้องอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 3 ท่าน ได้แก่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร (เสียชีวิตแล้ว) กรณีจัดการเลือกตั้งไม่ชอบ โดยมีนายถาวร เสนเนียม กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ได้ก่อให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลายในสังคม เนื่องจากเป็นคำพิพากษาที่กลับตาลปัตรกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ได้ไต่สวนทวนความ และได้ข้อยุติทางข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว พิพากษาตรงกันว่า กกต.ทั้งสามท่านกระทำผิดจริง จึงลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 4 ปี

คำพิพากษาศาลฎีกายกฟ้องอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 3 ท่าน ได้แก่ พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ และนายวีระชัย แนวบุญเนียร (เสียชีวิตแล้ว) กรณีจัดการเลือกตั้งไม่ชอบ โดยมีนายถาวร เสนเนียม กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ได้ก่อให้เกิดความคิดเห็นที่หลากหลายในสังคม เนื่องจากเป็นคำพิพากษาที่กลับตาลปัตรกับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ที่ได้ไต่สวนทวนความ และได้ข้อยุติทางข้อเท็จจริงแห่งคดีแล้ว พิพากษาตรงกันว่า กกต.ทั้งสามท่านกระทำผิดจริง จึงลงโทษจำคุกจำเลยคนละ 4 ปี

แต่สำหรับนักกฎหมายไม่แปลกใจที่ผลของคำพิพากษาฎีกาออกมาเช่นนี้ เพราะศาลฎีกาจะต้องเดินตามแนวบรรทัดฐานที่เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาตัดสินมาก่อน อันเป็นจารีตของศาลฎีกาที่จะถือปฏิบัติค่อนข้างเคร่งครัด ทั้งนี้ โดยอ้างคำพิพากษาฎีกาเก่า คือ คำพิพากษาฎีกาที่ 5660/2533 ที่ว่า พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2522 มาตรา 35 บัญญัติขึ้นเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนที่อาจจะได้รับความเสียหายจากการถูกจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งแก่ผู้ที่จูงใจหรือผู้อื่นโดยไม่สมัครใจ อันเป็นการคุ้มครองประโยชน์ของประชาชนเป็นส่วนรวม ไม่ได้คุ้มครองโจทก์โดยตรงเป็นพิเศษ หากการกระทำของจำเลยเป็นความผิดก็ต้องถือว่าเป็นความผิดต่อรัฐ ไม่ใช่กระทำความผิดต่อโจทก์ โจทก์คือนายถาวรจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีอำนาจฟ้องจำเลยได้ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

แต่ความจริงอีกด้าน คือ ปัญหาการตีความข้อกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาในส่วนของผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิหรืออำนาจนำคดีมาสู่ศาลนั้น เป็นปัญหาทางนิตินโยบายของฝ่ายตุลาการ อันก่อให้เกิดคำถามต่อมุมมองทางกฎหมายว่า ตอบสนองปัญหาของบ้านเมืองหรือไม่ และการตีความเช่นนั้นเหมาะสมกับสภาวะแห่งสังคมปัจจุบันหรือไม่

ก่อนจะพิจารณากันในเรื่องจารีตข้างต้น มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า คดีนี้ศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสามเพราะนายถาวรผู้เป็นโจทก์ฟ้องคดี มิใช่เป็นผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ดังนั้นศาลฎีกาจึงไม่รับพิจารณาคดีต่อไป จึงต้องยกฟ้อง ดังนี้จำเลยจึงไม่มีความผิด

เพื่อให้เกิดความกระจ่างในเรื่องนี้ ลองมาทำความเข้าใจถึงการตีความกฎหมายในลักษณะนี้ดูว่ามีเแนวคิดอย่างไร แนวความคิดหลักที่สำคัญ คือ การแบ่งแยกอำนาจเป็นบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ซึ่งโดยหลักทั่วไปแล้ว ประเทศไทยยึดหลักที่ว่า อำนาจของฝ่ายตุลาการนั้น จะไม่ยื่นมือเข้าไปหยิบเอาเรื่องราวขัดแย้งหรือจะเป็นคดีความมาพิจารณาได้เองโดยลำพัง หากแต่ต้องมีผู้นำคดีมาฟ้องหรือยื่นเรื่องราวให้พิจารณาเท่านั้น และข้อสำคัญผู้ที่จะนำเรื่องขึ้นสู่ศาลนั้น ก็ใช่ว่าใครๆ ก็มายื่นได้ตามอำเภอใจ หากแต่ต้องเป็นบุคคลที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น

ดังนั้น โครงสร้างกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย เบื้องต้นจึงกำหนดให้พนักงานอัยการมีอำนาจนำคดีสู่ศาล อันหมายถึงการฟ้องคดีอาญาทุกชนิดที่มีการสอบสวนโดยชอบแล้ว อันเป็นหลักการดำเนินคดีโดยรัฐ เพราะถือหลักว่าการล่วงละเมิดกฎหมายอาญา เป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจรัฐที่มีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย รัฐจึงเป็นผู้เสียหาย หลายประเทศกำหนดให้รัฐเท่านั้นที่มีอำนาจฟ้องร้อง

แต่การฟ้องคดีอาญาของไทยแต่ต้น ก็เปิดช่องทางให้ผู้เสียหายมีสิทธินำคดีสู่ศาล เพื่อการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ แต่ทั้งนี้จำกัดเฉพาะกรณีที่ได้รับผลกระทบโดยตรง อันเป็นที่มาของการตีความคำว่า “ผู้เสียหาย” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) อย่างไรก็ดี ระบบกฎหมายไทยก็ยังไม่ก้าวไกลไปถึงขนาดที่ให้สิทธิประชาชนทั่วไปที่จะตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้ในทำนองเดียวกับหลักการของนกหวีด (WhistleBlower) ตามกฎหมายปกครองของออสเตรเลีย

ในขณะที่แนวความคิดการดำเนินคดีโดยรัฐอย่างเคร่งครัด คือ การให้อำนาจพนักงานอัยการเท่านั้นที่จะฟ้องร้องคดีเพียงหน่วยเดียว นอกจากเป็นการตัดสิทธิพลเมืองในการมีส่วนร่วมแล้ว ยังเป็นการสร้างระบบผูกขาดตัดตอนการเรียกร้องหาความยุติธรรมตามกฎหมาย และการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย อันย่อมไม่เป็นการพัฒนาสิทธิพลเมือง และพัฒนาระบบการปกครองภายใต้ประชาธิปไตยสมัยใหม่

โดยเฉพาะลักษณะคดีประเภทที่เป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่อสาธารณะหรือนโยบายสาธารณะที่คุ้มครองสังคมโดยรวม ซึ่งในสังคมยุคใหม่ ยังมีคดีที่เจ้าพนักงานของรัฐ โดยเฉพาะเจ้าพนักงานระดับสูง ใช้ดุลพินิจหรือคำสั่งเชิงนโยบายสาธารณะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้คนในสังคม ก็ย่อมก่อความเสียหายหรือมีผลกระทบต่อผู้คนในวงกว้างได้เช่นกัน

ฉะนั้นหากไม่ให้สิทธิพลเมืองเข้ามามีอำนาจตรวจสอบผ่านกระบวนการศาลได้โดยตรง การปล่อยให้รัฐผูกขาดอำนาจในการฟ้องคดี จึงมักก่อให้เกิดผลข้างเคียงไปในทางลบในการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรของรัฐ อันเกิดจากธรรมชาติของการใช้อำนาจ ซึ่งทำให้เกิดภาวะที่กฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์นำไปสู่สังคมโกลาหล เป็นความวุ่นวายได้โดยง่าย โดยไม่มีโอกาสได้เยียวยาปัญหากันแต่ต้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับระบอบกฎหมายเลือกตั้งนั้น หากไม่มีความโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับได้ของประชาชนทั่วไปแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความโกลาหลวุ่นวาย จนถึงวิกฤตการนองเลือดในหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ซิมบับเว ตูนิเซีย ซีเรีย และอียิปต์

ดังนั้นคำถามสำคัญ คือ ทำอย่างไรจึงจะมีระบบหรือช่องทางให้ประชาชนในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ได้มีช่องทางเข้ามามีส่วนร่วมในการเฝ้าระวังตรวจสอบและผดุงรักษากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้มีความศักดิ์สิทธิ์ โดยสามารถใช้สิทธิของพลเมืองนำคดีลักษณะนี้ขึ้นสู่ศาลได้โดยตรง

คำตอบ คือ การเปิดช่องทางให้พลเมืองสามารถใช้สิทธิในการร่วมผดุงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายเช่นนี้ได้ ย่อมทำได้โดยกระบวนการนิติบัญญัติ ที่จะตรากฎหมายรับรองสิทธินี้ได้โดยตรง คำตอบนี้หากสภาพการเมืองไทยในภาวะปัจจุบันย่อมยากจะสัมฤทธิผลได้

แต่มีอีกวิธีที่จะสามารถบรรลุผลง่ายๆ โดยผ่านกระบวนการประชาธิปไตยอีกมิติหนึ่ง อันเป็นมิติอำนาจของฝ่ายตุลาการ คือการที่ฝ่ายตุลาการปรับเปลี่ยนวิธีคิด และกรอบความคิดศาลเองในการตีความกฎหมาย โดยยอมรับรู้ถึงปัญหาอันเกิดจากตัวระบบและแก้โดยการปรับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเหมาะกับสภาพสังคม ซึ่งจะเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนกิจการบ้านเมืองให้เป็นนิติรัฐอย่างแท้จริงได้

ฉะนั้นในเบื้องต้น การกำหนดนโยบายในการปรับใช้กฎหมายของฝ่ายตุลาการนั้น ฝ่ายตุลาการต้องพิจารณาถึงความเป็นจริงทางสังคม โดยเฉพาะประเด็นการใช้สิทธิทางศาลเพื่อผดุงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและสภาพปัญหาของการผูกขาดการนำคดีสู้โดยรัฐ ซึ่งเป็นต้นตอและนำมาซึ่งปัญหา การบิดเบือนการใช้กฎหมายและทำลายระบบนิติรัฐ

ถ้าพิจารณาถึงความจริงทางสังคมได้เช่นนี้แล้ว นิตินโยบายของฝ่ายตุลาการ ในประเด็นนี้ย่อมเกิดได้ไม่ยาก เพราะมองเห็นประเด็นของปัญหาในระบบกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทย และการจะเชื่อมโยงทฤษฎีประชาธิปไตยแบบประชาชนมีส่วนร่วม อันเป็นอุดมการณ์ที่ครอบคลุมแนวคิดในทุกมิติของกฎหมายอยู่แล้วได้ชัดเจนขึ้น

จึงสรุปได้ว่า หากตระหนักถึงโลกสังคมยุคใหม่ และเพื่อหาทางออกของคดีที่ผดุงความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายในการปรับใช้กฎหมาย และที่สำคัญยิ่งคือ “การให้เหตุผล” อันตอบคำถามและอธิบายได้แก่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบในเรื่องนั้นๆ เอง หรือผู้อื่นโดยทั่วไปให้เป็นที่ยอมรับกันได้ในสังคม ตลอดจนสร้างแนวทางพัฒนาระบบกฎหมายที่ตอบสนองความต้องการประชาชนแล้ว องค์กรศาลยุติธรรมก็จะยังคงสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ โดยปรับเปลี่ยนแนวความคิดและการทำความเข้าใจถึงมิติสังคมบ้านเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป และปรับใช้กฎหมายให้เหมาะกับสภาพของปัญหาบ้านเมืองที่ต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้

โดยมีเป้าหมาย คือ ศาลยุติธรรมจะธำรงบทบาทให้เป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนอย่างแท้จริงได้อย่างไร

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด แอสตัน วิลล่า พบ ซันเดอร์แลนด์ พรีเมียร์ลีก วันนี้ 19 เม.ย.69