
วิกฤตอินโดนีเซียไม่กระทบไทย
สถานการณ์ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ได้อ่อนค่าลงจากเงินไหลออก ธปท.ชี้เงินทุนไหลออกของไทยไม่รุนแรงถึงขั้นน่าห่วง ทุนสำรองประเทศรองรับได้
สถานการณ์ค่าเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ได้อ่อนค่าลงจากเงินไหลออก ธปท.ชี้เงินทุนไหลออกของไทยไม่รุนแรงถึงขั้นน่าห่วง ทุนสำรองประเทศรองรับได้
นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ปัญหาเงินทุนเคลื่อนย้ายที่จะผันผวนมากขึ้น จากการที่สหรัฐจะลดการทำมาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) จนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ออกมาเตือนให้ทั่วโลกระมัดระวังมากขึ้น
ทั้งนี้ เวลาเกิดภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายไหลออก นักลงทุนจะย้ายเงินออกไปหรือไม่ ส่วนใหญ่นักลงทุนจะดูพื้นฐานเศรษฐกิจประเทศเป็นสำคัญ เพื่อจะดูว่าควรจะอยู่ต่อหรือออกไปดี ซึ่งพื้นฐานเศรษฐกิจไทยถือว่าได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนอยู่มาก เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดยังดี แต่ที่ดูว่ามีการติดลบนั้น จริงๆ เป็นการติดลบจากทองคำ เพราะถ้าตัดทองคำออก ดูเฉพาะการค้า การส่งออกและนำเข้า ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยในครึ่งปีแรกของปีนี้ยังเป็นบวกอยู่มาก และถ้าดูตัวเลขอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจถึงจะแผ่วลงบ้าง แต่ก็ยังแข็งแรงและถือว่าขยายตัวได้ในระดับที่ดีอยู่ และการชะลอก็เป็นภาวะที่ชะลอกันทั่วโลก เพราะประเทศเศรษฐกิจหลักยังมีปัญหา แต่ก็กำลังฟื้นตัว อย่างไรก็ดี มองว่าในระยะต่อไปเมื่อโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐเข้ามา และมีการลงทุนตามของภาคเอกชน น่าจะช่วยให้การบริโภคในประเทศและการลงทุนขยายตัวดีขึ้น และพยุงเศรษฐกิจไปให้ดีขึ้นได้
“ตอนนี้เงินทุนไหลออกจากไทยถึงจะมีอยู่เรื่อยๆ และประเมินไปข้างหน้าก็จะยังมีช่องที่จะออกได้อีก แต่ประเมินในกรณีเลวร้ายแล้วเงินทุนไหลออกค่อนข้างน้อย และทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งไม่รวมส่วนที่หนุนหลังการออกใช้ธบัตรที่ต้องมีร้อยเปอร์เซ็นต์ และทุนสำรองตามกฎหมาย แต่ดูเฉพาะในส่วนของบัญชีกิจการธนาคาร และบัญชีการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ(สวอปบุ้ค) ซึ่งใช้ในการบริหารจัดการของธปท.ที่ปัจุจับมี 1.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากการทำแบบทดสอบภาวะวิกฤต(StressTest)แล้วน่าจะเพียงพอ ต่อการรองรับเงินทุนเคลื่อนย้าย จากการลงทุน การนำเข้า และส่งออก อีกอย่างก่อนจะไหลออกที่สุดแล้วนักลงทุนต้องเปรีบเทียบในภูมิภาค ซึ่งไทยไม่ได้ออกมาที่สุด และเมื่อดูแผนการลงทุนของรัฐที่ต้องการยกระดับศักยภาพประเทศ ซึ่งช่วยขยับการเติบโตเพิ่มขึ้นอีกระดับ นักลงทุนต่างชาติคงต้องดูว่าจะอยู่ต่อหรือจะไป ซึ่งถ้าดูการตั้งใจที่ยกระดับประเทศและการบูทเศรษฐกิจของไทยแล้ว นักลงทุนน่าจะเข้าใจ” นางผ่องเพ็ญกล่าว
นางผ่องเพ็ญ กล่าวว่า เท่าที่ติดตามดูล่าสุดมีเงินไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ (บอนด์) ของไทยประมาณ 15% ของสัดส่วนที่นักลงทุนต่างชาติถืออยู่ทั้งหมดประมาณ 8 แสนกว่าล้านบาทเท่านั้น ส่วนที่ไหลออกในตลาดหุ้นของไทยก็เป็นเรื่องปกติ เพราะก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นโตไปมากก็ย่อมมีการออกบ้าง ส่วนเงินลงทุนโดยตรงในไทยจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ปัจจุบันไม่มีไหลออกเลย มีแต่เป็นบวกเพิ่มขึ้น และทุนสำรองที่มีน่าจะรองรับการไหลออกได้
ฉะนั้น ในขณะนี้จึงยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการควบคุมเงินทุนไหลออกเพิ่มเติม และจะไม่มีมาตรการเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกการผ่อนคลายเงินทุนไหลออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทยใหม่ จากที่เคยผ่อนคลายไปแล้ว แต่ที่จะผ่อนคลายเพิ่มเติมในระยะที่ 2 อาจจะต้องทบทวนเพิ่มเติมว่าจะทำได้มากน้อยแค่ไหนจึงจะเหมาะสมกับสถานการณ์
รองผู้ว่าการ ธปท. กล่าวต่อว่า ถึงสถานการณ์ขณะนี้เงินทุนเคลื่อย้ายจะผันผวน แต่ธปท.จะยังดำเนินนโยบายการดูแลค่าเงินบาทไปตามกลไกตลาดเช่นเดิม จะแทรกแซงค่าเงินน้อยลง ซึ่งธปท.ได้ค่อยๆผ่อนการดูแลมาเรื่อยๆ มีการดูความพร้อมตลาด ดูเครื่องมือการป้องกันความเสี่ยงมีแล้วสามารถทยอยผ่อนการเข้าแทรกแซงได้ เพราธปทงได้พยามบอกและเตือนให้ดูแลความเสี่ยงค่าเงินจากความผันผวนของตลาดการเงินโลก และเตือนเรื่องค่างินเป็นไปได้ทั้ง 2 ทิศทาง เพื่อบอกผู้เกี่ยวข้องกับค่าเงินบาทมานานแล้ว จึงปล่อยค่าเงินไปตามกลไกลตลาดได้มากขึ้น และลดดีกรีการแทรกแซงค่าเงินลง
“แต่ในสถาการณ์ค่าเงินบาทที่ผันผวน ธปท.ยังไม่ได้ปล่อยไปตามกลไกตลาดทั้งหมด แต่เราค่อยๆดู เพราะปล่อยมากไปผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องค่าเงินจะกำหนดราคาลำบาก เราจะค่อยๆทำ และไม่ให้หวือหวามากไป เพื่อให้ต่อไปเราจะได้มีความพร้อมปล่อยตามกลไกตลาดได้มากกว่านี้เหมือนหลายๆประเทศ” นางผ่องเพ็ญกล่าวทางด้านนางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้สั่งให้กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รวมถึงผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ที่ประจำอยู่สำนักงานในอินโดนีเซีย ติดตามปัญหาเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซียอย่างใกล้ชิด แต่เบื้องต้นเชื่อว่าไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดอินโดนีเซียมากนัก เนื่องจากไทยส่งออกสินค้าที่จำเป็น เช่น ข้าวและน้ำตาล ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีความจำเป็นต้องใช้
นอกจากนี้ ยังมองว่าการที่เศรษฐกิจภายในอินโดนีเซียมีปัญหาชะลอตัว อาจทำให้ฐานการลงทุนของต่างประเทศที่ไปลงทุนในอินโดนีเซีย เช่น ค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่ มีโอกาสย้ายฐานการผลิตมายังไทยในอนาคต เพราะกำลังซื้อภายในตลาดอินโดนีเซียลดน้อยลง ส่วนจะกระทบต่อตลาดอาเซียนในภาพรวมหรือไม่นั้น ยอมรับว่ามีผลกระทบบ้าง เพราะอาเซียนกำลังจะรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ดังนั้นจึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
รายงานข่าวจากกระทรววงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปัญหาเศรษฐกิจภายในอินโดนีเซียได้เริ่มส่งผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกไทย โดยการส่งออกไทยในเดือน ก.ค. พบว่ามีการส่งออกไปตลาดอินโดนีเซียลดลง 10.8% มูลค่า 878 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้การส่งออกในช่วง 7 เดือน (ม.ค.ก.ค.) ของไทยไปตลาดอินโดนีเซียขยายตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแค่ 4.8% มูลค่า 6,998 ล้านเหรียญสหรัฐ
นายนิพิฐ อิศรางกูร ณ อยุธยา ประธานสภาธุรกิจไทยอินโดนีเซีย กล่าวว่า พื้นฐานเศรษฐกิจของอินโดนีเซียยังดีอยู่ แต่มีปัญหาจากความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยขณะนี้อยู่ในช่วงรอการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปีหน้า จึงเป็นช่วงสุญญากาศ ประธานาธิบดีคนปัจจุบันก็ทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะจะครบวาระ 2 เทอม จึงไม่ได้รับความร่วมมือเท่าไร
ในเบื้องต้นมองว่า ขณะนี้ยังไม่น่าเป็นห่วงมากนัก และไม่น่าจะเป็นปัญหาระยะยาว แต่หากปล่อยทิ้งเนิ่นนานและไม่รีบแก้ไขก็อาจบานปลาย ทำให้สถานการณ์แย่ลงได้ ซึ่งรัฐบาลอินโดนีเซียก็พยายามแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง อย่างเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็เพิ่งออกมาตรการใหม่ๆ เพื่อเรียกความเชื่อมั่น เพียงแต่ยังไม่ค่อยเห็นผลเป็นรูปธรรม เพราะติดปัญหาเรื่องการบังคับใช้อยู่
อย่างไรก็ตาม แม้อินโดนีเซียจะเป็นประเทศใหญ่ แต่หากมีปัญหาเกิดขึ้นก็ไม่น่าจะรุนแรงเหมือนช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง เนื่องจากเศรษฐกิจอินโดนีเซียไม่ได้มีอิทธิพลมากนักในภูมิภาค ไม่ได้ผูกติดกับประเทศอื่นๆ มาก เน้นในประเทศ ขณะที่ไทยมีอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่ผูกโยงกับประเทศอื่นๆ มากกว่า
ทั้งนี้ นักธุรกิจไทยต้องจับตาว่า ใครจะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และไม่เสียหายหากจะเตรียมความพร้อมไว้ เช่น ดูลู่ทางหรือศึกษาตลาดเอาไว้ก่อน รอเมื่อทุกอย่างชัดเจนจะได้พร้อมที่จะขยับขยาย ส่วนธุรกิจที่เข้าไปแล้วก็ต้องเดินหน้าต่อไป และติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด







