posttoday
สว.ไทยใต้มือมาร

สว.ไทยใต้มือมาร

26 สิงหาคม 2556

เป็นอันว่า สภาไทย ไร้คนอยู่

เป็นอันว่า สภาไทย ไร้คนอยู่

ที่เราดู เราเห็นกัน นั้นไม่ใช่

เป็นสัตว์ป่า หนีออกมา จากพงไพร

มาทำร้าย เมืองไทย ให้ล่มจม

สมาชิกในรัฐสภาของเรา ส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหน ไม่ต่างไปจากบทกลอนที่สะท้อนความรู้สึกของผมและของหลายคนที่ได้เห็นการทำหน้าที่ที่อ้างว่าเป็นผู้ทรงเกียรติ

แปลว่ามีส่วนน้อยที่ยังมีคุณภาพ แต่เสียงไม่ดังพอที่จะลบล้างภาพแห่งความวุ่นวายได้

แบดมินตันไทย ไปโชว์มวยโลกมาแล้ว ด้วยการซัดกันเองโชว์ชาวโลก จนน้องเมย์สามารถสร้างประวัติศาสตร์กู้สถานการณ์กลับคืนมาได้

สภาไทยในวันนี้ กำลังจะไปจลาจลโลก ยังไม่รู้ว่าจะมีใครแก้สถานการณ์ได้หรือไม่ แต่ดูเหมือนว่าจะหมดทางเยียวยาเสียแล้ว เพราะแต่ละท่านล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ที่เต็มไปด้วยอัตตาตัวเขื่องที่อยู่ในสันดาน

ถ้าเป็นภาษาพระก็ต้องเรียกว่า เป็นพวกบัวใต้โคลนตมที่รังแต่จะเป็นอาหารของกุ้ง หอย ปู ปลา อันนี้ว่ากันทางศีลธรรม ไม่ใช่ความรู้ทางโลกนะครับ

การประชุมรัฐสภาที่วุ่นวาย เกิดจากการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นที่มาของสมาชิกวุฒิสภา โดยรัฐบาลต้องการแก้ให้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งประเด็นสำคัญคือ ให้ สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ไม่ห้ามญาติพี่น้องของ สส.ลงสมัครเป็น สว. และแถมด้วยให้เป็น สว.ติดต่อกันได้โดยไม่ต้องเว้นวรรคก่อน ส่วนฝ่ายค้านและ สว.ส่วนหนึ่งไม่ต้องการให้แก้ไข โดยเห็นว่า สว.ที่มาจากการสรรหามีความเหมาะสมดีแล้ว การจำกัดไม่ให้ญาติโกโหติกาของ สส.มาสมัครเป็น สว.ก็ดี ข้อกำหนดให้เป็นได้วาระเดียวก็ดีอยู่แล้ว

ทำไม สว. จึงมีความสำคัญมากที่ทั้งสองฝ่ายหรือสามฝ่าย ต้องต่อสู้เอาเป็นเอาตายกันถึงขั้นนี้

ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เว้นช่วงปฏิวัติแล้ว ประเทศเรามีวุฒิสภามาเกือบจะตลอด โดยในระยะแรกเราเรียกว่า พฤติสภา ก่อนปี 2540 สว.มาจากการแต่งตั้งจากรัฐบาลเพื่อให้กลั่นกรองกฎหมาย ไม่มีอำนาจอื่นที่กระทบทางการเมือง เพราะหาก สว.ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่ สส.ร่าง สส.ก็ยืนยันให้ใช้กฎหมายตามร่างของ สส.ได้อยู่แล้ว

การเป็น สว.ในระยะแรกจึงเป็นไปเพื่อเป็นเกียรติยศมากกว่า เพราะทำหน้าที่เพียงเป็นตรายางเท่านั้น แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ให้อำนาจ สว.ไว้มากมาย อันเนื่องมาจากการไม่ไว้วางใจ สส.คงเห็นเหมือนผมว่า เป็นพวกที่หลบหนีมาจากพงไพร จึงได้ออกแบบให้มีองค์กรอิสระ ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของทุกองค์กรและด้วยความไม่ไว้วางใจ สส.จึงได้ออกแบบรัฐธรรมนูญให้มี สว. ซึ่งต้องมีคุณสมบัติสูงกว่า สส. และพยายามวางหลักเกณฑ์ไม่ให้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งองค์กรอิสระ อันเป็นอำนาจที่ฝ่ายการเมืองไม่ปลื้ม

โดยเฉพาะนายใหญ่ที่โดนพิษองค์กรอิสระ จนเกือบเอาตัวไม่รอดจากกรณีซุกหุ้น จนเกิดมาตรฐานทางจริยธรรมใหม่ ด้วยการบัญญัติศัพท์ว่า บกพร่องโดยสุจริต

และด้วยความเป็นคนพันธุ์พิเศษ ที่เป็นยิ่งกว่าศรีธนญชัย นายใหญ่ผู้กุมอำนาจรัฐไว้ด้วยทรัพย์สมบัติมหาศาลที่มาจากการธุรกิจผู้ขาดตัดตอน จึงทำให้ สว.ในชุดที่ 2 กลายเป็นสภาผัวสภาเมียกับ สส. ทำให้องค์กรอิสระต่างๆ ไม่สามารถทำงานได้ตามวัตถุประสงค์ แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงทาส (เงิน) ของนายใหญ่เท่านั้น จนนำไปสู่วิกฤตประเทศและการทำรัฐประหาร และเป็นที่มาของรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่นายใหญ่เถ้าแก่ดูไบไม่ปลื้ม

ความต้องการที่จะให้ สว.มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ย่อมเป็นประโยชน์กับรัฐบาลอย่างยิ่ง เพราะรัฐบาลกุมเสียงข้างมากไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดังจะเห็นได้จาก สว.เลือกตั้งในปัจจุบัน ที่ต้องมนต์เงินตรายอมสยบให้กับนายใหญ่เหมือนสุนัขเชื่องๆ ตัวหนึ่ง

หาก สว.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด คงเต็มไปด้วยสัตว์ป่า หรือไม่ก็พ่อแม่พี่น้อง หรือผัวเมียของ สส. วุฒิสภาก็คงไม่ต่างไปจากสภาผู้แทนราษฎรสาขา 2

แล้วจะมีไปทำไม ถ้าจะเลือกตั้ง สว.เหมือน สส.ก็อย่ามี สว.ให้เปลืองภาษีปีละหลายร้อยล้านเลยจะดีกว่า เพราะเป็นการทำงานซ้ำซ้อนไม่เกิดประโยชน์ใดๆ เลย

ข้ออ้างของนักเลือกตั้งที่ยกขึ้นอ้างเสมอคือ การยึดโยงกับประชาชน ทุกอย่างต้องมาจากการเลือกตั้งเท่านั้น จึงจะเป็นประชาธิปไตย

อเมริกาที่เลือกประธานาธิบดี เสียงชี้ขาดก็ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงมิใช่หรือ

ประชาธิปไตยของไทยทุกวันนี้ก็เป็นประชาธิปไตยทางอ้อม เมื่อประชาชนเลือก สส.แล้ว ก็หมดสิทธิใด สส.จะทำอะไรก็ได้ โดยอ้างว่ามาจากการเลือกตั้ง ฉะนั้น การปกครองบ้านเมืองโดย สส. จึงเป็นประชาธิปไตยโดยอ้อม ซึ่งทั่วโลกก็ถืออุปโลกน์ว่าเป็นประชาธิปไตย

ผมเคยเสนอว่า เมื่อ สว.ต้องไม่อยู่ใต้อำนาจทางการเมือง และควรจะต้องมีคุณสมบัติสูงกว่า สส. เพื่อการกลั่นกรองและเป็นหลักให้กับประเทศ การเลือกตั้งจากตัวแทนองค์กรวิชาชีพน่าจะเป็นทางออก

ให้องค์กรวิชาชีพต่างๆ เลือกตั้งกันเองว่า จะเลือกใครเป็นตัวแทนในการทำหน้าที่ สว. เช่น แพทยสภา สภาทนายความ สภานักบัญชี สมาพันธ์ชาวนาชาวไร่แห่งประเทศไทย สภาวิศวกร สภาการหนังสือพิมพ์ ฯลฯ

ถ้าถามว่าในการเลือกตั้งภายในองค์กรวิชาชีพเหล่านี้ จะไม่มีการแทรกแซงหรือซื้อเสียงเหมือนการเลือกตั้งจากประชาชนหรือ

คำตอบก็คือ มี และน่าจะมีทุกองค์กร แต่การซื้อเสียงจะเป็นไปได้ยากกว่าการเลือกตั้งจากประชาชน

ผมพูดตามความเป็นจริงและมั่นใจว่า ดูประชาชนไม่ผิด

การจัดตั้งหรือการซื้อเสียงกันในการเลือกตั้งจากสมาชิกในองค์กรวิชาชีพต่างๆ แม้จะมี แต่จะยากกว่าการซื้อเสียงโดยตรง ยกตัวอย่างนะครับ ถ้าเป็นองค์กรผู้ประกอบวิชาชีพแพทย์ ทนายความ วิศวกร นักบัญชี ซึ่งเป็นองค์กรที่มีมาตรฐาน การซื้อเสียงจากสมาชิกขององค์กรเหล่านี้ ทำได้ยากกว่าการซื้อเสียงจากชาวบ้าน เราจะได้คนที่ค่อนข้างดีเข้าไปทำหน้าที่ เพราะคนในวิชาชีพเดียวกัน ย่อมรู้ดีว่าใครดีใครเลว ใครฉลาดใครโง่ ใครเก่งใครห่วย

การให้คน 7 คน เป็นผู้สรรหา คนเหล่านี้จะรู้จักคนในสาขาอาชีพอื่นๆ ได้อย่างไร

ปัญหาที่ต้องคิดต่อไปคือ จะเอาองค์กรวิชาชีพใดบ้าง จำนวนเท่าใด เรื่องอย่างนี้ก็ต้องไปคุยกันทะเลาะกันให้ได้ข้อยุติ ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่เรื่องยาก เพราะเรื่องยากและง่ายกว่านี้ เราก็ทะเลาะกันมาไม่รู้เท่าไรแล้ว

และหากยังต้องการให้ สว.มาจากการเลือกตั้งด้วย ก็ทำได้ อาจจะกำหนดให้จังหวัดละคนหรือกำหนดตามจำนวนประชากรก็ได้ แต่สัดส่วนไม่จำเป็นต้องเท่ากับ สส.เราก็จะได้ สว.เหมือนกับชุดปัจจุบันแต่ดีกว่าคือ มีทั้งการเลือกตั้งโดยตรงและการเลือกตั้งทางอ้อม

ถ้าคุณภาพของคนส่วนใหญ่ในสภายังเป็นเหมือนพวกที่ออกมาจากพงไพร ประเทศไทยเราคงคาดหวังอะไรไม่ได้จากการทำหน้าที่ของคนพวกนี้ ตราบใดที่คนเหล่านี้ยังให้นักโทษหนีคุกกดปุ่มสั่งซ้ายหันขวาหันได้

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่