
หัวอกนักข่าว (ไลฟ์สไตล์)
“งานมึงแม่งสบายเนอะ” เพื่อนคนหนึ่งตะโกนผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ผมนอนกระดิกตีนมองควายเล็มหญ้าบนขนำกลางทุ่งนา
โดย...อินทรชัย พาณิชกุล ภาพ ตะวัน วัตุยา
“งานมึงแม่งสบายเนอะ”
เพื่อนคนหนึ่งตะโกนผ่านโทรศัพท์มือถือ ขณะที่ผมนอนกระดิกตีนมองควายเล็มหญ้าบนขนำกลางทุ่งนา ระหว่างการเดินทางมาทำสารคดีชิ้นหนึ่งที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี
ไม่ใช่คนแรกหรอกครับที่พูดจาทำนองนี้ แม้กระทั่งนักข่าวด้วยกันเองก็มี หากแต่พูดด้วยน้ำเสียงอิจฉามากกว่าเย้ยหยันเสียดสี คนในแวดวงอื่นยิ่งแล้วใหญ่ ตีความไปว่าอาชีพนักข่าวนี่มันช่างวิเศษ
จริงครับ การเป็นนักข่าวแม่งโคตรวิเศษจริงๆ โดยเฉพาะนักข่าวสายไลฟ์สไตล์อย่างผม
ตื่นเช้ามาอาจมีนัดสัมภาษณ์นักธุรกิจพันล้านในร้านกาแฟที่ไหนสักแห่ง เที่ยงก็เดินเตร่บนห้างหรูรอพบพระเอกหนังซูเปอร์สตาร์ตอนบ่ายโมง เย็นหน่อยก็ไปทำคอลัมน์ร้านอาหาร ตกค่ำอาจมีหนังรอบสื่อมวลชน ไม่ก็ไปแฮงเอาต์ในปาร์ตี้สินค้าแบรนด์ดัง หลายครั้งบินไปทำสารคดีที่ต่างจังหวัด หรือไปไกลถึงต่างประเทศโน่นเลย
น่าสนุกไหมล่ะครับ
แต่เบื้องหลังของความสนุก คือ ความเหนื่อย เบื้องหลังของเนื้อหาสาระที่คนมักมองว่ามีแต่เรื่องบันเทิง ชิลๆ คือความท้าทาย
คำว่าไลฟ์สไตล์นั้นชัดเจนแล้วว่าครอบคลุมแทบทุกเรื่องของการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะชีวิตชาวบ้านเดินดินกินข้าวแกง หรือชีวิตไฮโซในสังคมชั้นสูง ชีวิตคนเมือง หรือชีวิตคนบ้านนอก ก็ล้วนแล้วแต่ให้ความใส่ใจและสนใจในเรื่องการดำรงชีวิต ทำงาน กิน เที่ยว เสพข่าวสารความเป็นไปของสังคมที่ตัวเองอยู่ทั้งนั้น
ความโชคดีของการเป็นนักข่าว คือ ได้มีโอกาสพบปะบุคคลสำคัญ บุคคลที่ประสบความสำเร็จ มีชื่อสียง มีหน้ามีตา ได้ซักถามพูดคุยอย่างใกล้ชิด ผ่านการสัมภาษณ์ ซึ่งเป็นบทบาทสำคัญที่สุดของวิชาชีพสื่อมวลชน โดยที่อาชีพอื่นหรือคนทั่วไปได้แต่ชะเง้อมองอยู่ไกลๆ หรือเสพผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ นิตยสาร จอโทรทัศน์เท่านั้น
งานโหดและโคตรท้าทายอยู่ตรงการเตรียมตัวทำการบ้านก่อนไปพบเจอบุคคลเหล่านี้
นักสัมภาษณ์ทั้งหลายคงรู้ซึ้งดีในวันที่ต้องอ่านหนังสือเป็นตั้งๆ ค้นคว้าเอกสารเป็นปึ๊งๆ หรือคลิกหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตจนมือหงิก เพื่อศึกษาประวัติผลงาน ความคิดของคนที่เรากำลังจะไปพบอีกไม่กี่วันข้างหน้า
ไม่ต้องเอ่ยถึงตอนที่ต้องตั้งคำถามสัมภาษณ์ คิดหาแง่มุมการนำเสนอให้ออกมาแตกต่างและน่าสนใจ ไม่ต้องพูดถึงการนัดแนะ เดินทางไปนู่นที่นั่นที ตั้งแต่ตึกสูงในกลางกรุงยันหมู่บ้านเล็กๆ ในเมืองทุรกันดาร เพื่อพบหน้าค่าตา นั่งคุยกันยาวเหยียดสองสามชั่วโมง แล้วค่อยมานั่งเคาะแป้นพิมพ์ถอดเทป เขียนเรียบเรียงออกมาเป็นบทสัมภาษณ์
ไหนจะต้องเข้าไปมีส่วนในการออกแบบรูปร่างหน้าตาคอลัมน์ตัวเอง ทั้งกลวิธีการนำเสนอ ทั้งภาพถ่าย เพื่อให้งานออกมาสดสวยสมบูรณ์แบบ
ผมเห็นด้วยกับที่ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ เคยบอกไว้ว่า งานเขียนสารคดีเป็นงานที่เหน็ดเหนื่อยที่สุดแล้วในบรรดางานเขียนทั้งหมด เขาบอกว่านักเขียนสารดีต้องค้นคว้าข้อมูลมหาศาล ลงพื้นที่สัมภาษณ์ เรียบเรียงลงมาเป็นหน้าๆ บางทีถึงกับต้องตื่นมากลางดึกเพื่อแก้ไขประโยคเพียงประโยคเดียว ทั้งที่รู้แก่ใจว่าคนอ่านอาจอ่านผ่านตาและลืมเลือนได้ในเวลาเพียงสองวินาที
พูดก็พูดเถอะ ถึงจะเหนื่อยยากเย็นแสนเข็ญ ถึงจะรู้ว่าท้ายที่สุดแล้วงานเขียนที่เราสู้ฟันฝ่าไปถาม ไปขุดคุ้ย ค้นคว้า เรียบเรียง และเขียนออกมาอย่างละเมียดละไม โดยใช้เวลานานหลายชั่วโมง หรือบางทีเป็นวัน คนจะอ่านจบในเวลาอันรวดเร็ว
แต่ถ้าเราเชื่อมั่นว่าบุคคลที่นำมาถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต วิธีคิด วิธีการทำงานให้ประสบความสำเร็จอย่างชนิดที่คนทั้งประเทศใฝ่ฝันและอยากดำเนินรอยตาม เอาเป็นแบบอย่างเขาดีจริง น่าสนใจจริง เป็นประโยชน์กับคนอ่านจริงๆ ทำให้คนอ่านเกิดไอเดีย เกิดแรงบันดาลใจ ฮึดสู้ กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้น มีความสุขขึ้น
แค่บรรทัดเดียวที่เขาจดจำมันได้ ก็ถือว่าคุ้มค่าแล้วครับ
ขอทิ้งท้ายกับประโยคที่ ภานุ บุรุษรัตนพันธุ์ บรรณาธิการนิตยสารเอสไควร์ เคยกล่าวถึงอาชีพสื่อมวลชนสายไลฟ์สไตล์ เขาบอกไว้อย่างน่าคิดว่า
“อาชีพสื่อมวลชนไลฟ์สไตล์มันเป็นใบเบิกทางให้เราเดินทางไปในที่ซึ่งคนธรรมดาไม่คิดฝันว่าจะได้ไป ได้พูดคุยกับคนน่าทึ่ง ได้พบเห็นเรื่องตื่นเต้นต่างๆ พบเห็นและสัมผัสเสื้อผ้าคุณภาพเยี่ยม ลิ้มรสเลิศของอาหารและเครื่องดื่ม (บางครั้งที่รสชั่วสุดๆ ก็เคยเหมือนกัน) สำนึกไว้ตรงนี้บ่อยๆ แล้วถ่ายทอดให้คนอ่านได้สนุกอย่างเราบ้าง”
คิดได้แบบนี้ ทำงานหนักแค่ไหนมันก็สนุกและมีความสุขในทุกๆ วัน







