พระสุจริตสุดา พระสนมเอกในรัชกาลที่ 6
พระสุจริตสุดา มีชื่อเดิมว่า เปรื่อง สุจริตกุล เกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2438 ณ บ้านปากคลองด่าน ประตูน้ำภาษีเจริญ เป็นธิดาคนโต
พระสุจริตสุดา มีชื่อเดิมว่า เปรื่อง สุจริตกุล เกิดเมื่อวันที่ 13 พ.ย. 2438 ณ บ้านปากคลองด่าน ประตูน้ำภาษีเจริญ เป็นธิดาคนโตจากบุตรจำนวน 12 คน ของเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี (ปลื้ม สุจริตกุล) กับท่านผู้หญิงสุธรรมมนตรี (กิมไล้ สุจริตกุล) เป็นพี่สาวของ ประไพ สุจริตกุล (ต่อมาคือ สมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา) และท่านผู้หญิงพัว อนุรักษ์ราชมณเฑียร (มารดานายแก้วขวัญขวัญแก้ว วัชโรทัย) ปู่ของพระสุจริตสุดา คือ พระยาราชภักดี (โค สุจริตกุล) ซึ่งเป็นน้องชายร่วมบิดามารดาของสมเด็จพระปิยมาวดี ศรีพัชรินทรมาตา (เปี่ยม สุจริตกุล) เจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ซึ่งมีพระราชโอรสและพระราชธิดาที่สำคัญประกอบด้วย
1.พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอุณากรรณอนันตนรไชย
2.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ (ต้นราชสกุลเทวกุล)
3.สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี
4.สมเด็จพระศรีสวรินทิรา พระบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
5.สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
6.สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัตนวิศิษฏ์ (ต้นราชสกุลสวัสดิวัตน์)
เปรื่อง สุจริตกุล เป็นพี่สาวคนโตของครอบครัวที่ต้องดูแลน้องๆ โดยเฉพาะประไพ น้องสาวคนเล็ก ซึ่งโปรดการขี่ม้าเล่นด้วยกันเสมอ ต่อมาเมื่อครั้งที่เธอจะโกนจุก ได้เข้าไปในพระบรมมหาราชวังเพื่อให้ท้าววนิดาพิจาริณี (เจ้าจอมเพิ่ม ในรัชกาลที่ 5) ผู้เป็นอา แต่งตัวให้ตามประเพณี แล้วสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถทอดพระเนตรเห็นเข้า ก็โปรดให้เข้าถวายตัวหลังการโกนจุก และมีโอกาสเข้าศึกษาในโรงเรียนราชินี จนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แล้วลาออกจากโรงเรียน และทูลลาออกมาพำนักที่บ้าน
เมื่อคุณเปรื่องสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจากโรงเรียนราชินีแล้ว เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ผู้บิดา ได้นำเข้าเฝ้าฯ ถวายตัวต่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหมั้นกับพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณเปรื่องมาเป็นนางสนองพระโอษฐ์ของพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวี มีโอกาสได้ตามเสด็จพระราชดำเนินไปในพระราชกรณียกิจต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทำให้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรู้จักคุ้นเคย และทอดพระเนตรเห็นกิริยามารยาทและอุปนิสัยใจคออันงดงามของคุณเปรื่อง ในปี 2463 เมื่อมีการจัดตั้งกองเสือป่าหญิงขึ้นในปี 2463 ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คุณเปรื่องรับพระราชทานยศนายกกองเสือป่าหญิงรุ่นแรกด้วย
ด้วยเหตุที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้องพระราชอัธยาศัยในกิริยามารยาทด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวอันดีงามของคุณเปรื่อง ภายหลังเมื่อทรงมีพระบรมราชโองการประกาศถอนหมั้นกับพระวรกัญญาปทาน พระองค์เจ้าวัลลภาเทวีแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีอภิเษกสมรสกับคุณเปรื่อง สุจริตกุล ในวันที่ 27 ต.ค. 2464 ถือได้ว่าเป็นสตรีสามัญคนแรกที่ได้เข้าพิธีอภิเษกสมรส จึงเป็นที่ปลาบปลื้มปีติยินดีในหมู่พระประยูรญาติ และบรรดาญาติสนิทในตระกูลสุจริตเป็นอย่างยิ่ง โดยในพิธีอภิเษกสมรสนั้นคุณเปรื่องเธอได้สวมชุดเป็นเจ้าสาวแบบอังกฤษ คือสวมเสื้อกระโปรงสีขาว มีผ้าโปร่งสีขาวคลุมศีรษะ ประดับดอกส้ม และถือช่อดอกไม้ มีการพระราชทานน้ำสังข์เป็นทางการด้วยพระกรุณาของสมเด็จพระมาตุจฉาเจ้าสว่างวัฒนา พระบรมราชเทวี (สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า) และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็น พระสุจริตสุดา ตำแหน่งพระสนมเอก พร้อมทั้งพระราชทานตราจุลจอมเกล้าให้สมกับศักดิ์พระสนมเอก เป็นสตรีคนแรกๆ ที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ “คุณพระ” แต่อย่างไรก็ตาม พระสุจริตสุดา มิได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้า เนื่องจากมิได้มีครรภ์ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระสุจริตสุดาสนใจเรื่องดนตรีโดยเฉพาะการขับร้อง ได้เคยเป็นต้นเสียงร่วมกับสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา เมื่อปี 2464 คราวที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้จัดการแสดงโขนตอนนางลอย และพระองค์ทรงพากย์ด้วยพระองค์เอง นอกจากนั้นพระสุจริตสุดายังได้จัดตั้งวงเครื่องสายผสมเปียโนหญิงวงแรกของคณะ “นารีศรีสุมิตร” เป็นวงดนตรีเครื่องคู่ ประกอบด้วย จะเข้ ซออู้ ซอด้วง ฉิ่ง โทน รำมะนา และเปียโน โดยมีนางสาวสุมิตรา สิงหลกะ (สุจริตกุล) เป็นผู้เล่นเปียโนและควบคุมวงดนตรี พระสุจริตสุดาสนใจในการเล่นเปียโนเป็นพิเศษ วงดนตรีคณะนี้ได้รับพระราชทานพระราชวโรกาสให้แสดงถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ พระราชวังพญาไทเป็นประจำ
พระสุจริตสุดารับราชการสนองพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวตลอดรัชกาลได้โดยเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ที่ต่างๆ พร้อมกับสมเด็จพระนางเจ้าอินทรศักดิศจี พระวรราชชายา เสมอ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน พระสุจริตสุดา ได้แก่ ทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 2465, เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 6 ชั้นที่ 2 ลงยากรอบประดับเพชร เมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2465, เหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ 7 ชั้นที่ 3 สภากาชาดสยาม (ชื่อในขณะนั้น) ได้รับพระสุจริตสุดาไว้ในตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2464 เนื่องในโอกาสที่พระสุจริตสุดาได้บริจาคเงินสมทบทุนสร้างสถานเสาวภา (ชื่อในขณะนั้น) นอกจากนี้พระสุจริตสุดายังได้บริจาคเงินสร้างตึกพระสุจริตสุดา ภายในโรงพยาบาลศิริราชด้วย
พระสุจริตสุดา รับราชการสนองพระเดชพระคุณในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีจวบจนพระองค์เสด็จสวรรคต พระสุจริตสุดาจึงได้ไปพำนักอยู่ที่วังสวนสุนันทา จากนั้นจึงย้ายเข้าไปอยู่บ้านถนนพระราม 5 อันเป็นที่ดินที่ได้รับพระราชทานดำรงตนอยู่อย่างเงียบสงบและใช้เวลาส่วนใหญ่กับการเล่นดนตรีและประพันธ์เพลง ได้แต่งคำร้องเพลง “สุดาสวรรค์” แล้วให้นางสุมิตรา สุจริตกุล เป็นผู้แต่งทำนอง ได้ให้ความเอาใจใส่ในงานการกุศลช่วยเหลือสังคมโดยส่วนรวมอยู่เสมอ ได้บริจาคทรัพย์บำรุงโรงพยาบาลต่างๆ เช่น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น
ในบั้นปลายชีวิต พระสุจริตสุดาได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช พระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานทั้งค่าใช้จ่ายประจำและที่พำนักในบริเวณที่ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซอยต้นสน ถนนเพลินจิต กรุงเทพมหานคร จนถึงเดือน มิ.ย. 2524 พระสุจริตสุดาได้ล้มป่วยลง และเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลศิริราชจนถึงอนิจกรรมเมื่อวันอังคารที่ 9 มี.ค. 2524 เวลา 22.45 น. รวมอายุได้ 85 ปี 3 เดือน 26 วัน และได้รับพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุหน้าพลับพลาอิสริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อวันที่ 29 มี.ค. 2526


