
บาททรุดฉุดเศรษฐกิจความฝีดเคืองมาเยือนไทย
ปฏิบัติการขนเงินออกจากภูมิภาคเอเชียของนักลงทุน ที่ดาหน้ากระหน่ำกันขายหุ้นและพันธบัตรออกไป
โดย...ดำรงเกียรติ มาลา
ปฏิบัติการขนเงินออกจากภูมิภาคเอเชียของนักลงทุน ที่ดาหน้ากระหน่ำกันขายหุ้นและพันธบัตรออกไป เพื่อขนเงินกลับสหรัฐอเมริกา หลังจากความชัดเจนในการลดขนาดการอัดฉีดเงินของสหรัฐอเมริกา ได้ส่งผลให้สกุลเงินในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่เรียกกันว่าตลาดเกิดใหม่ ซึ่งรวมถึงค่าเงินบาทของไทย ต่างกอดคออ่อนค่ากันระนาว
สกุลเงินที่อ่วมอรทัยที่สุดเห็นจะเป็นเงินสกุลรูปีของอินเดีย ที่ภายในช่วงเวลา 3 เดือนอ่อนค่าลงมาเกือบ 20% ลงไปแตะระดับต่ำสุดทะลุ 65 รูปีต่อเหรียญสหรัฐไปแล้ว จนทำให้ธนาคารกลางต้องออกมาตรการพยุงค่าเงิน
อีกหนึ่งสกุลที่เรียกได้ว่าหนักไม่แพ้กัน คือ เงินสกุลรูเปียห์ของอินโดนีเซีย ที่อ่อนตัวหลุดแนวรับสำคัญที่ 11,000 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ ลงไปแตะระดับต่ำสุดในรอบ 4 ปี ที่ 11,071 รูเปียห์ต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะที่เงินสกุลอื่นรวมถึงค่าเงินบาทไทยก็หลีกไม่พ้นโดนหางเลขไปด้วย
เงินบาทไทยอ่อนค่าลงพรวดพราดจากระดับ 31.42 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 19 ส.ค. ไปอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 32.02 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดในรอบ 3 ปี ในวันที่ 22 ส.ค.
เช่นเดียวกับเงินสกุลริงกิตของมาเลเซียที่อ่อนค่าต่ำสุดในรอบเกือบ 3 ปี ที่ประมาณ 3.3 ริงกิตต่อเหรียญสหรัฐ หรือราว 7%
เงินที่เคยปักหลักสร้างความมั่งคั่งในตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้ของไทย ดาหน้ากันออกไปไม่น้อยกว่า 2,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ในห้วงเวลาแค่ 23 วัน
ขณะที่ความมั่งคั่งในตลาดหุ้นหายวับไปในพริบตา ว่ากันว่ามูลค่าตลาดลดฮวบลงทันทีกว่า 2 ล้านล้านบาท
และค่าเงินบาทที่อ่อนลงฮวบฮาบได้สร้างกำไรให้กับนักลงทุนต่างชาติที่ขนเงินเข้ามาลงทุนมหาศาล
นักวิเคราะห์ต่างประเมินว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เกิดจากการที่ตัวเลขดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียมีการหดตัวอย่างตัวเนื่องในระยะหลัง เรียกง่ายๆ ว่าตัวเลขการเติบโตที่ออกมาค่อนไปทางแย่กว่าที่คิด ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่างจีน ประเทศในเอเชียอาคเนย์ที่มีปัญหาขาดดุลเพิ่มมากขึ้นและล่าสุดก็เป็นไทยที่เข้าสู่ภาวะถดถอยในเชิงเทคนิค
ทำให้เมื่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด)แย้มไต๋ออกมาว่าในเร็วๆ นี้อาจมีการพิจารณาลดมาตรการคิวอี ซึ่งเป็นไปได้ที่อาจจะเป็นเดือนหน้านี้เลย ซึ่งความเชื่อดังกล่าวได้ถูกตอกย้ำในที่ประชุมล่าสุดของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐ (FOMC) ที่ส่งสารออกมาในแนวทางว่าเห็นด้วยกับแนวคิดของ เบน เบอร์แนนคี ประธานเฟด ทำให้นักลงทุนที่มองว่ายังไงต้องออกจากตลาดเอเชียอยู่แล้ว ตัดสินใจออกก่อนในทันที
วศิน ไสยวรรณ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ วิเคราะห์ว่าภาวะเงินไหลออกจากเอเชียนี้จะมีแนวโน้มต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง ซึ่งอาจจนกว่าเฟดจะมีความชัดเจนเรื่องกรอบเวลาในการทอนมาตรการคิวอี ทำให้ค่าเงินสกุลเอเชียในกลุ่มตลาดเกิดใหม่จะยังต้องเผชิญกับแรงกดดันให้อ่อนค่าต่อไป
ระยะจากนี้ไปเงินบาทมีโอกาสจะลงไปทดสอบที่ระดับ 32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
“หลังบาทหลุด 32 บาท เราก็เริ่มเห็นสัญญาณการขายเงินเหรียญสหรัฐออกมาจากกลุ่มผู้ส่งออกเข้ามามากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ค่อนข้างเงียบ แต่เชื่อว่าจังหวะในการขายสินทรัพย์ของต่างชาติจะยังมีอยู่เรื่อยๆ ทำให้เงินบาทมีโอกาสไปทดสอบที่ระดับ 32.40 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่ถ้าไปถึงจุดนั้นแล้ว จะเป็นยังไงต่อคงต้องรอดูอีกที เพราะหากค่าเงินเคลื่อนไหวเร็วเกินไป ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คงเข้ามาดูแล” วศิน กล่าว
การเคลื่อนไหวของเงินบาทที่อ่อนค่าลงมาราว 6070 สตางค์ภายในระยะเวลา 34 วัน ต้องนับว่าไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในภาวะปกติ
การวิ่งขึ้นลงที่เร็วเกินไปในระยะเวลาอันสั้นย่อมมีผลกระทบต่อผู้นำเข้า หากเป็นผู้นำเข้าที่ประกอบธุรกิจในรูปการนำเข้ามาเพื่อส่งออกซึ่งอาจสามารถส่งผ่านต้นทุนอัตราแลกเปลี่ยนไปได้ แต่ต้องไม่ลืมว่าจำนวนผู้ที่นำเข้าสินค้ามาเพื่อจำหน่ายในประเทศเพียงอย่างเดียวก็มีไม่น้อย ไม่นับรวมถึงการนำเข้าพลังงานน้ำมันของประเทศที่จะมีต้นทุนเพิ่มขึ้น ซึ่งท้ายที่สุดต้องส่งผ่านมายังผู้บริโภค
ดังนั้น อัตราแลกเปลี่ยนที่วิ่งขึ้นลง 50 สตางค์ภายใน 1 สัปดาห์ หากคิดกลับไปเป็นเงินที่ต้องชำระก็ถือเป็นเม็ดเงินความเสียหายที่มหาศาลเช่นกัน
จริงอยู่ที่เงินบาทที่อ่อนค่าย่อมเอื้อประโยชน์ต่อภาคส่งออกและผู้ส่งออกไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ในแง่ของเม็ดเงินค่าสินค้าเมื่อแลกเปลี่ยนจากเหรียญสหรัฐกลับมาเป็นบาท
อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้ส่งออกบางส่วนก็ได้มีการล็อกราคาผ่านเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า (Hedging) ไปแล้ว ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้จะไม่ได้รับประโยชน์จากเงินบาทที่อ่อนค่า
นอกจากนี้ การอ่อนค่าของเงินบาทยังไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาค บาทอ่อนสกุลเงินเพื่อนบ้านก็อ่อนเช่นกัน ทำให้ผู้ส่งออกไทยไม่ได้มีความได้เปรียบในด้านราคาที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
ในภาวะที่ต่างชาติจ้องจะออกเช่นนี้ การดูแลค่าเงินบาทไม่ให้ผันผวนหรือเคลื่อนไหวรวดเร็วจนเกินไป จึงถือเป็นเรื่องจำเป็น เนื่องจากต้องยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ดูไม่สดใสนัก มีการปรับประมาณการจีดีพีลงมาอยู่ที่ 3.84.2% จากแผนการใช้จ่ายงบประมาณและการลงทุนภาครัฐที่ยังลูกผีลูกคน กำลังซื้อในประเทศหดหาย ดัชนีความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจลดลง ขณะที่ภาคส่งออกก็ยังหวังพึ่งพาไม่ได้ มีปัญหาขาดดุลการค้า
จนมีนักวิเคราะห์ต่างชาติเตือนว่า เงินบาทไทยอาจเป็นเป้าหมายต่อไปของนักลงทุนต่างชาติที่จะหอบเงินหนี ต่อจากเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซียและเงินรูปีของอินเดีย คล้ายคลึงกับในช่วงก่อนวิกฤตปี 2540 ที่สกุลเอเชียโดนโจมตีต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ โดยมีเป้าหมายเป็นประเทศที่ขาดดุลการคลังในระดับสูง เศรษฐกิจชะลอตัว และต่างชาติถือครองพันธบัตรรัฐบาลสูง
แหล่งข่าวจากแวดวงนักค้าเงิน ระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่ไทยจะถูกโจมตีค่าเงินเช่นเดียวกับอินโดนีเซีย เนื่องจากหากวิเคราะห์จากยอดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยของนักลงทุนต่างชาติในเวลานี้ร่วม 7 แสนล้านบาท แม้ว่าจะยังน้อยกว่ามาเลเซียที่ต่างชาติถืออยู่ถึง 50% แต่ก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากอดีตค่อนข้างมาก และมีการขายออกไปก่อนหน้านี้แล้วราว 1 แสนล้านบาท ยังเหลืออีก 6 แสนล้านบาท
“ถ้าเป็นพันธบัตรระยะสั้น เขาอาจจะยังถืออยู่เพราะผลตอบแทนยังใช้ได้ แต่ตัวที่เป็นระยะยาวอาจจะเริ่มเห็นการเทขายออก” แหล่งข่าวระบุ
ธปท.เองก็ได้ยอมรับว่า เริ่มเห็นสัญญาณเงินไหลออกที่เกิดขึ้นจากตลาดไทยแล้ว ทำให้ค่าเงินบาทอ่อนมีค่าความผัวผวนสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี ความเร็วในการเคลื่อนไหวของเงินบาทหากเทียบกับภูมิภาคแล้วยังถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง โดยระบุว่าหากเงินบาทมีการอ่อนค่าหรือเปลี่ยนแปลงที่เร็วเกินไป ธปท.ก็พร้อมจะเข้ามาดูแล
แน่นอนกว่า การดูแลเสถียรภาพของอัตราแลกเปลี่ยนประเทศในการปกป้องค่าเงินบาทย่อมแลกกับผลขาดทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย
เงินบาทที่อ่อนค่าลงมาในระยะนี้จึงมิใช่เรื่องกล้วยๆ ที่ ธปท.เพียงหน่วยงานเดียวจะแอ่นอกสู้
เนื่องจากค่าบาทที่อ่อนนั้นได้เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจโดยรวมที่ทรุดลงต่ำกว่าที่คาดคิด
ดังนั้นรัฐบาลต้องกระโจนลงมาแก้ปัญหานี้อย่างเป็นระบบ แม้ว่าขณะนี้จะไร้กระสุน แต่ต้องหาทางป้องกันมิให้เลือดไหลออกจากไทย
มิเช่นนั้นความฝืดเคืองจะมาเยือนคนไทยถึงชายคาบ้านแน่







