
จิตวิญญาณประชาธิปไตยถูกคุกคาม
การที่คนร้ายยิงปืนใส่บ้านและแขวนระเบิดที่ประตูบ้าน นายภัทระ คำพิทักษ์ บก.นสพ.โพสต์ทูเดย์ และผู้จัดรายการวิจารณ์ข่าวทางเอฟเอ็ม 101 เมื่อ 17 ส.ค. 2556 ถือว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อมวลชนรายล่าสุด ซึ่งคงไม่ใช่คดีสุดท้าย หากบ้านเมืองยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การคุกคามสิทธิการรับรู้และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนก็จะยังมีอีกเรื่อยๆ การคุกคามสื่อมวลชนถือว่าเป็นเรื่องที่สวนทางกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลพยายามอ้างอยู่เสมอ
การที่คนร้ายยิงปืนใส่บ้านและแขวนระเบิดที่ประตูบ้าน นายภัทระ คำพิทักษ์ บก.นสพ.โพสต์ทูเดย์ และผู้จัดรายการวิจารณ์ข่าวทางเอฟเอ็ม 101 เมื่อ 17 ส.ค. 2556 ถือว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพของสื่อมวลชนรายล่าสุด ซึ่งคงไม่ใช่คดีสุดท้าย หากบ้านเมืองยังเป็นเช่นนี้ต่อไป การคุกคามสิทธิการรับรู้และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนและสื่อมวลชนก็จะยังมีอีกเรื่อยๆ การคุกคามสื่อมวลชนถือว่าเป็นเรื่องที่สวนทางกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่รัฐบาลพยายามอ้างอยู่เสมอ
การคุกคามสื่อมวลชนและประชาชนคนเห็นต่างทางการเมืองเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้มากที่สุด เพียงแค่ไม่ถึงสองปี มีการคุกคามสิทธิการรับรู้ของประชาชน ปิดหูปิดตาประชาชน และคุกคามเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งคุกคามเสรีภาพทางร่างกายและทรัพย์สินของคนเห็นต่างบ่อยครั้ง เท่าที่จำได้มีตั้งแต่การระงับละคร “เหนือเมฆ 2” มีการสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่อง “เชคสเปียร์ต้องตาย” ดูดเสียงบทสนทนาบางตอนของละครเรื่อง “ธรณีนี่นี้ใครครอง” โพสต์ที่สุดแห่งปีของ ชัย ราชวัตร หรือ นายสมชัย กตัญญุตานันท์ จนถูกแจ้งความจับ ฆ่าตัดตอนทางอากาศทางโทรทัศน์ช่อง 5 ไม่ให้ออกข่าวเกี่ยวกับบริษัท เค.วอเตอร์ ของเกาหลีใต้ ทนายวันชัย สอนศิริ ถูกกดดันให้ระงับการจัดรายการวิทยุเอฟเอ็ม 101 ในขณะที่นายภัทระจัดรายการที่คลื่นเดียวกันนี้เช่นกัน ถูกมือดียิงบ้านและแขวนระเบิด ก่อนหน้านั้น นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ บก.ข่าวการเมืองและความมั่นคง สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และคนกดไลค์ แชร์ รวม 4 คน ถูกแจ้งข้อหา ปอท.ตรวจสอบการติดต่อของประชาชนผ่าน “ไลน์” นี่ยังไม่รวมถึงการที่คนในรัฐบาลขัดขวางไม่ให้นักข่าวต่างประเทศสัมภาษณ์ผู้นำฝ่ายค้าน
นอกจากนี้ ยังมีการคุกคามต่อเสรีภาพในชีวิตและร่างกายของสื่อมวลชนและผู้เห็นต่าง ตั้งแต่ขว้างประทัดยักษ์ใส่ป้อมยามไทยรัฐเพื่อประท้วง ชัย ราชวัตร จนมีคนบาดเจ็บ 1 คน การทุบกระจกรถของคอลัมนิสต์สองคนคือนายเฉลิมชัย ยอดมาลัย และนายโสภณองค์การณ์ นายกนก รัตน์วงศ์สกุล นักจัดรายการที่ช่อง 9 ถูกกลุ่มเสื้อแดงข่มขู่ นายภิญโญ พงศ์เจริญ โหรดังที่ทำนายดวงบ้านเมืองที่ไม่ถูกใจรัฐบาลถูกทำร้ายร่างกาย โดยก่อนหน้านั้น นายราเมศ รัตนะเชวง ทนายความและรองโฆษกของพรรคฝ่ายค้านถูกลอบทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส โดยตำรวจยังไม่เคยจับคนร้ายได้เลย นี่ยังไม่รวมคดีนายเอกยุทธ อัญชันบุตร ที่ถูกอุ้มฆ่า หากคดีพลิกจะเป็นเรื่องราวใหญ่โตทั้งในและนอกประเทศ
แม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางท่านที่วินิจฉัยคดีไม่ถูกใจคนเสื้อแดง ยังโดนกลุ่มเสื้อแดงข่มขู่คุกคามทั้งครอบครัว โดยมีการแจกหมายเลขโทรศัพท์ บ้านเลขที่อยู่ ฯลฯ เผยแพร่ทั่วไป ซึ่งถือว่าเป็นการคุกคามสิทธิและเสรีภาพส่วนบุคคล ตามมาตรา 32 ของรัฐธรรมนูญปี 2550
การกระทำข้างต้นถือว่าเป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของบุคคลและสื่อมวลชน ในส่วนที่ 7 ตามมาตรา 45 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 และป็นการละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชนตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ส่วนที่ 10 มาตรา 5657
ไม่เพียงเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2550 ดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น ยังละเมิด “ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน พ.ศ. 2491” ด้วย โดยเฉพาะ ข้อ 3 “ประชาชนทุกคนมีสิทธิที่จะมีชีวิต มีเสรีภาพ และมีความปลอดภัย” และข้อ 19 “ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น รวมทั้งเสรีภาพที่จะค้นหา รับรู้ข่าวสารผ่านสื่ออย่างปราศจากพรมแดน” และยังละเมิด “กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง พ.ศ. 2509” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการเคารพสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของบุคคล รวมถึงสิทธิในชีวิต เสรีภาพในการพูด ฯลฯ
มีหลายกรณีที่ประชาชนถูกปิดหูปิดตาไม่ให้รับรู้ข่าวสาร ล่าสุดคือการไม่ให้โทรทัศน์ช่อง 11 ถ่ายทอดการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันแรกที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ เพราะเกรงว่าประชาชนจะได้รับรู้รับฟังสิ่งที่ฝ่ายค้านปอกเปลือกรัฐบาล เวลานี้การหาความจริงบางเรื่องจากสื่อทีวีเสรีที่รัฐบาลควบคุมอยู่แทบไม่สามารถทำได้ มิฉะนั้นก็ได้รับรู้ความจริงที่มีการตบแต่งมาแล้ว ทั้งที่ทีวีเสรีเหล่านั้นตั้งขึ้นมาจากภาษีของประชาชน และจากคลื่นความถี่ที่เป็นของชาติ จนประชาชนต้องหันไปดูข่าวและการวิเคราะห์ข่าวจากทีวีดาวเทียมแทน
การคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนถือว่าเป็นการทำร้ายหลักการซึ่งเป็น “หัวใจ” ของประชาธิปไตย ว่าด้วย “การตรวจสอบและถ่วงดุล และเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ตลอดจนการมีส่วนร่วมของประชาชน” นอกจากละเมิดสิทธิในการรับรู้ สิทธิในร่างกายและทรัพย์สินของประชาชนแล้ว ยังละเมิดหลักการตรวจสอบและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนซึ่งเป็นจิตวิญญาณของประชาธิปไตย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเรียกรัฐบาลนี้ว่าเป็นรัฐบางประชาธิปไตยได้อย่างไร
เชื่อว่าอีกไม่นาน องค์การสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และองค์การเอ็นจีโอ เช่น องค์การนิรโทษกรรมสากล (AI) องค์การเฝ้าตรวจการละเมิดสิทธิมนุษยชน (HRW) รวมทั้งองค์การสื่อระหว่างประเทศ คงมีปฏิกิริยาในเรื่องนี้ เพราะประชาธิปไตยเป็นสิ่งสากล
รัฐบาลชอบอ้างเหตุผลที่ไปคุกคามเสรีภาพของประชาชนว่า เพื่อความมั่นคงแห่งชาติบ้าง เพื่อความปรองดองของคนในชาติบ้าง บางทีสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความมั่นคงของชาติ ซึ่งต่างได้รับการรับรองในรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มันก็หา “จุดพอดี” ยากเหมือนกัน อย่างไรก็ดี สิ่งที่เกิดขึ้นนั้น รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย
รัฐบาลชุดนี้ให้เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นได้เต็มที่ตราบใดที่ไม่ทำให้รัฐบาลโกรธ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นเท่ากับเป็น “ทดสอบความมั่นคงแห่งจิตใจ” ของคนที่อยู่ในวิชาชีพสื่อมวลชนว่าจะยอมจำนนต่อลัทธิเผด็จการหรือไม่อย่างไร และเป็นการทดสอบเสรีชนทั้งหลายว่า ยังกล้าหาญที่จะยืนหยัดต่อสู้ภายใต้การคุกคามของอำนาจเผด็จการได้ตลอดไปหรือไม่
การคุกคามที่เกิดขึ้นนั้น รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้เลย หากยังใช้วิธีข่มขู่คุกคามเช่นข้างต้น ก็คงต้องทำกับเสรีชนอีกหลายสิบล้านคนในประเทศไทยจนกว่าผู้ที่รักประชาธิปไตยคนสุดท้ายจะสูญสิ้นไปจากประเทศนี้ หรือยอมจำนนต่ออำนาจเผด็จการ







