
รักษาเกียรติภูมิ
การทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา และการแสดงพฤติกรรมอันหยาบช้าของ สส.บางคน ระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2556 ถือเป็นบันทึกความตกต่ำของระบอบรัฐสภาไทยครั้งประวัติศาสตร์
การทำหน้าที่ของประธานรัฐสภา และการแสดงพฤติกรรมอันหยาบช้าของ สส.บางคน ระหว่างการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2556 ถือเป็นบันทึกความตกต่ำของระบอบรัฐสภาไทยครั้งประวัติศาสตร์
การแสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของ สว. ในครั้งนี้ จะเห็นด้วยเห็นต่างเป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่การทำหน้าที่ของประธานรัฐสภาในครั้งนี้กลับโน้มเอียงไปในทางเข้าข้างและสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลอย่างออกนอกหน้า
ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผู้ทำหน้าที่ประธานมีพฤติกรรมทำนองนี้ ภายหลังสภาผู้แทนฯ ถูกเผด็จการเสียงข้างมากครอบงำ และถูกชี้นำจากอำนาจทุน การทำหน้าที่ของประธานสภาจึงหาได้รักษาไว้ซึ่งศักดิ์ศรีของประมุขฝ่ายนิติบัญญัติอย่างที่ควรจะเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) คือ ผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนปวงชน ได้รับเลือกตั้งมาทำหน้าที่แทนประชาชน เป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน และช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เพื่อสร้างความเป็นธรรมขึ้นในสังคม
ดังนั้น การกระทำและการแสดงพฤติกรรมของ สส. จะต้องสอดคล้องบทบาทและรับผิดชอบต่อประชาชนโดยรวม โดยเฉพาะจะต้องมีจริยธรรม ไม่ปากว่าตาขยิบ หรือพูดอย่างทำอย่าง
ความมีจริยธรรมกับการเมืองควรเป็นเรื่องที่แยกจากกันไม่ออก หากนักการเมืองไม่มีจริยธรรม ไม่มีคุณธรรม ไร้ซึ่งเกียรติภูมิของความเป็นตัวแทนที่ดี สังคมนั้น ประเทศนั้นย่อมไร้ความหวัง และยากยิ่งจะร่วมกันหาทางออกจากวิกฤตต่างๆ
ดังนั้น พฤติกรรมนักการเมืองที่ปรากฏในห้องประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 20 ส.ค. 2556 จึงสวนทางความต้องการของประชาชน สะท้อนถึงสังคมไร้วุฒิภาวะ เป็นการใช้สิทธิและอำนาจที่ประชาชนมอบหมายไปรับใช้อำนาจอันมิชอบ
หากผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติและบรรดานักการเมืองทั้งหลาย มิได้สำเหนียกต่อหน้าที่ ขาดการใช้ปัญญาและสติในการทำหน้าที่ สังคมไทยก็คงขยับออกจากปัญหาไม่ได้
เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมอันหยาบช้าของผู้แทนราษฎรดำรงอยู่ เพื่อไม่ให้คนไม่กี่ตระกูลวนเวียนกันเข้ามาใช้อำนาจเพื่อแสวงประโยชน์เพียงไม่กี่กลุ่ม คงจะฝากไว้กับ ฯพณฯ ไม่ได้ พลเมืองทั้งหลายคงต้องออกแรงช่วยกันขจัดคนเลว เพื่อให้คนดีได้มีโอกาสปกครองบ้านเมือง
หากปล่อยไปเช่นนี้ เลือกตั้งกี่ครั้งก็จะได้คนกลุ่มเดิม ซึ่งนอกจากไม่เห็นพัฒนาการของระบอบการปกครองที่ดีแล้ว สังคมเราคงจะยิ่งแตกแยก จมอยู่ในวังวนโง่จนเจ็บเช่นนี้ไม่สิ้นสุด







