
จีดีพีฮวบ-หนี้พุ่ง ฉุด ธปท.ไร้ทางออก
เว็บไซต์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในหลายประเทศเอเชียมาแล้ว เมื่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เติบโตได้ต่ำกว่าคาดอยู่ที่เพียง 2.8% เท่านั้น ทว่ากลับไม่สามารถเคลื่อนไหวมาตรการกระตุ้นทางการเงินได้อย่างคล่องตัว เนื่องจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
เว็บไซต์วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องเผชิญกับภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนเช่นที่เกิดขึ้นในหลายประเทศเอเชียมาแล้ว เมื่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา เติบโตได้ต่ำกว่าคาดอยู่ที่เพียง 2.8% เท่านั้น ทว่ากลับไม่สามารถเคลื่อนไหวมาตรการกระตุ้นทางการเงินได้อย่างคล่องตัว เนื่องจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
จากเดิมที่ประเทศไทยเคยได้ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลถึง 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสแรก ตัวเลขดังกล่าวกลับลดดิ่งลงจนขาดดุลถึง 5,100 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาส 2 ของปีนี้
รายงานระบุว่า ธปท.อาจไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาได้อีก จากในปัจจุบันที่ระดับ 2.5% เนื่องจากความกังวลว่าจะยิ่งทำให้ประเทศต้องขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากยิ่งขึ้น หลังจากที่รายได้จากการส่งออกของประเทศนั้นได้รับผลกระทบตามมาไม่น้อยจากการขยายตัวของเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัวลง ในขณะที่การขยายตัวของสินเชื่อภายในประเทศยังอยู่ในระดับที่สูง ก็ยังทำให้เกิดการบริโภคและการนำเข้าเพิ่มขึ้น
โดยปกติแล้ว ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ มักต้องออกนโยบายกระตุ้นทางการเงินเมื่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจเริ่มประสบภาวะติดขัด ทว่า ธปท.กำลังตกอยู่ในสภาพคล้ายกับแบงก์ชาติหลายแห่งในเอเชีย เช่น ธนาคารกลางอินเดีย
แบงก์ชาติอินเดียนั้นพยายามอย่างหนักที่จะรักษาอัตราดอกเบี้ยให้มีเสถียรภาพในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เพื่อดึงดูดไม่ให้ทุนต่างชาติไหลออกนอกประเทศ ในยามที่กระแสเงินร้อนท่วมโลกกำลังจะจบลง แม้ว่ารัฐบาลกำลังเผชิญกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างหนัก และการขยายตัวทางเศรษฐกิจซบเซาลงก็ตาม
การคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มลดสัดส่วนมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) หรือลดการอัดฉีดเงินเข้าซื้อพันธบัตรนั้น กำลังทำให้แบงก์ชาติหลายแห่งในเอเชียต้องคิดหนักในการดำเนินนโยบายต่อไปว่าจะตรึงหรือลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังผ่อนแรง หรือจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดเงินทุนต่างชาติ
สำหรับประเทศไทยนั้น อัตราสินเชื่อส่วนบุคคลที่ขยายตัวถึง 12% ต่อปี ท่ามกลางหนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งสูง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ธปท.ไม่อาจลดอัตราดอกเบี้ยลงได้อีก หลังจากที่เพิ่งลดไป 0.25% ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
สำหรับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเดียวกันนั้นต่างก็ประสบปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจไปพร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเช่นกัน ซึ่งต่างก็เป็นปัญหาใหญ่ในเชิงเศรษฐกิจด้วยกันทั้งคู่
ทางด้านแบงก์ชาติมาเลเซียนั้นก็มีแนวโน้มที่จะเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 ขณะที่บรรดานักลงทุนต่างเป็นกังวลต่อระดับหนี้สาธารณะแดนเสือเหลืองที่พอกพูนขึ้น
นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า ประเทศไทยอาจต้องใช้มาตรการทางการคลังแทน เพื่อช่วยรักษาสมดุลระหว่างภาคการส่งออกและการบริโภคภายใน ทว่าการผลักดันร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทนั้น มีแนวโน้มที่จะติดขัดในสภา ขณะที่นโยบายรับจำนำข้าวซึ่งก่อให้เกิดภาระทางการคลังมหาศาล จนอาจต้องลดราคาจำนำลงในช่วงปลายปีนี้ ก็อาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคภายในตามมาเช่นกัน







