posttoday
ความท้าทายและข้อจำกัดการเคลื่อนนวัตกรรมเอสเอ็มอีไทย(จบ)

ความท้าทายและข้อจำกัดการเคลื่อนนวัตกรรมเอสเอ็มอีไทย(จบ)

20 สิงหาคม 2556

อีกตัวอย่างหนึ่ง เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เสริมความงาม โดยมีเจตนารมณ์ที่จะให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยสินค้านวัตกรรม คือ “แป้งพัฟฟ์จากข้าวหอมมะลิ Oryze” ที่จำหน่ายสู่ผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ผู้บริหารให้ความเห็นว่าปัจจัยที่ช่วยพัฒนานวัตกรรมของบริษัท คือ การมุ่งเน้น R&D ทดลองซ้ำๆ เพื่อให้ได้สินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยบริษัทจ้างทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ มีห้อง Lab ที่ทันสมัย และจ้างบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางในญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตผู้นำองค์กร มีส่วนสำคัญมากในการพัฒนานวัตกรรม โดยมีแนวคิดใหม่ๆ ตลอดเวลาเรื่องพัฒนาต่อยอดสินค้านวัตกรรมเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

อีกตัวอย่างหนึ่ง เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์เสริมความงาม โดยมีเจตนารมณ์ที่จะให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี ด้วยสินค้านวัตกรรม คือ “แป้งพัฟฟ์จากข้าวหอมมะลิ Oryze” ที่จำหน่ายสู่ผู้บริโภคทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ผู้บริหารให้ความเห็นว่าปัจจัยที่ช่วยพัฒนานวัตกรรมของบริษัท คือ การมุ่งเน้น R&D ทดลองซ้ำๆ เพื่อให้ได้สินค้าที่ตอบสนองความต้องการของลูกค้า โดยบริษัทจ้างทีมวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นเนื่องจากมีความเชี่ยวชาญ มีห้อง Lab ที่ทันสมัย และจ้างบริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางในญี่ปุ่นเป็นผู้ผลิตผู้นำองค์กร มีส่วนสำคัญมากในการพัฒนานวัตกรรม โดยมีแนวคิดใหม่ๆ ตลอดเวลาเรื่องพัฒนาต่อยอดสินค้านวัตกรรมเพื่อประโยชน์ต่อผู้บริโภค สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรมของบริษัทนี้ ได้แก่ เงินลงทุน เพราะแต่ละโครงการใช้เงินทดลองวิจัยสูงมาก ประกอบกับแหล่งเงินทุนมีจำกัด บริษัทพยายามแสวงหาแหล่งเงินทุนนอกเหนือจาก สนช. โดยสิ่งสำคัญคือ ผู้บริหารกล่าวว่า “รัฐบาลต้องเข้ามาช่วย ทั้งเรื่ององค์ความรู้ งานวิจัย ทีมผู้เชี่ยวชาญและเงินทุน เพื่อต่อยอดงานวิจัยไปเรื่อยๆ และจะยิ่งดีหากได้รับการช่วยเหลือด้านงานวิจัยจากอาจารย์มหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อศึกษาต่อยอดนวัตกรรมต่อไป ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล ทุกวันนี้จ้างบริษัทญี่ปุ่นผลิต จึงช่วยลดความเสี่ยงด้านการยอมรับของลูกค้า แต่เรายังคงการเป็นเจ้าของสูตร เจ้าของตราสินค้า รวมทั้งเจ้าของลิขสิทธิ์ ซึ่งสำคัญกว่าการจ้างที่ใดผลิต”

เมื่อ ณัฐวัฒน์ ทำการวิเคราะห์ผลการศึกษาวิจัยจากบริษัททั้ง 9 แห่ง ก็พบว่าปัจจัยซึ่งเป็นอุปสรรคในการพัฒนานวัตกรรม ที่ผู้บริหารทั้ง 9 บริษัทให้ความสำคัญตรงกัน มีทั้งหมด 3 ประการ

1) การสนับสนุนของรัฐบาลที่ไม่เพียงพอ ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วยการช่วยเหลือด้านเงินทุน การสนับสนุนด้านองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญ

2) ต้นทุนของการพัฒนานวัตกรรม และ R&D ที่สูง ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วยต้นทุนวัตถุดิบที่ใช้ลงทุนสร้างหรือผลิตสินค้านวัตกรรม นอกจากนี้ยังรวมถึงต้นทุนในการทดลองวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมด้วย

3) ความยากในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

ดร.ณัฐสิทธิ์ ได้นำเสนอแนวทางแก้ปัญหาด้านการพัฒนานวัตกรรมของ SMEs ในประเทศไทยได้อย่างน่าสนใจ เช่น

1) การจัดกลุ่มของผู้เชี่ยวชาญและฐานองค์ความรู้ในสาขาต่างๆ ให้ชัดเจน และง่ายต่อการเข้าถึง เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลแก่ SMEs รวมถึงการนำเสนอและเผยแพร่กรณีศึกษาของบริษัทที่เป็น Best Practice ของการพัฒนานวัตกรรมในสาขาต่างๆ ซึ่งเนื้อหาในกรณีศึกษาควรครอบคลุมกระบวนการและแนวทางบริหารจัดการอุปสรรคต่างๆ รวมทั้งอารมณ์และความรู้สึกของผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Emotion and Spirit) ในแต่ละช่วงของการพัฒนานวัตกรรมตั้งแต่เริ่มต้นจนกว่าประสบความสำเร็จ

2) การจัดให้มีการรวมตัวของกลุ่ม SMEs ประเภทเดียวกัน ในลักษณะของกลุ่มเครือข่าย Cluster เพื่อให้ SMEs สามารถใช้ทรัพยากรพื้นฐานร่วมกันได้ในการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งถือว่าเป็นการ Share ต้นทุน หรือมีหน่วยงานช่วยในการ Subsidize ค่าใช้จ่ายบางส่วน โดยแนวคิดนี้รวมไปถึงการเชื่อมโยงกันของบริษัทในกลุ่มเครือข่ายตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เช่น บริษัทร่วมมือกับบริษัทที่อยู่ต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ในการพัฒนา Raw Material สำหรับสินค้านวัตกรรม การร่วมมือในรูปแบบดังกล่าวนำไปสู่แนวคิดในเรื่อง Ecosystem ทั้งธุรกิจต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อเอื้อประโยชน์ต่อกันในการพัฒนานวัตกรรมที่ยั่งยืนและเป็นระบบ รวมถึงเป็นการกระจายต้นทุนในการพัฒนานวัตกรรม ซึ่งการรวมตัวของกลุ่ม SMEs และการเชื่อมโยงกันของบริษัทตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน สามารถส่งเสริมผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การจัดงานสัมมนากลุ่มย่อย การประชุมร่วมกัน การศึกษาดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของบริษัทในกลุ่มของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกันทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เป็นต้น

3) การเข้าถึงแหล่งทุน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 3 ช่องทาง คือ ช่องทางจากสถาบันการเงิน (Financial Institute) ช่องทางจากนักลงทุนอิสระ ในรูปแบบที่เรียกว่า Angel Fund และช่องทางจากกลุ่มนักลงทุนหรือนักลงทุนสถาบัน ในรูปแบบที่เรียกว่า Venture Capital ไม่ว่าจะส่งเสริมช่องทางใดเพื่อให้ผู้ประกอบการด้านนวัตกรรมเข้าถึงแหล่งทุน ก็ควรจัดให้มีเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องการบริหารจัดการการเงินสำหรับนวัตกรรม (Financing Innovation) ที่มีเนื้อหารวมไปถึงการประเมินคุณค่าหรือมูลค่าของนวัตกรรม เพื่อให้สามารถประเมินอุปสรรคและความเสี่ยงด้านนวัตกรรมที่มีความชัดเจน ซึ่งหมายถึงการมี Risk Procedure และ Risk Profile ที่ชัดเจน นอกจากนี้ควรมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวให้ผู้ประกอบการ SMEs ได้รับรู้ เพื่อจะได้พิจารณาว่าธุรกิจของเขานั้นอยู่ในสถานะที่พร้อมจะได้รับการสนับสนุนด้านนวัตกรรมหรือไม่ และควรเป็นจำนวนเงินเท่าไร ภายใต้การประเมินความเสี่ยงที่ชัดเจนของสถาบันการเงิน

เนื้อหาข้างต้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการศึกษาวิจัย ซึ่งผู้วิจัยมีความเห็นว่าประเด็นและแนวทางแก้ไขปัญหาที่ยกมานี้ หากผู้ประกอบการสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของตนเอง หรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจะนำไปเป็นแนวทางในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ก็จะสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้ไม่น้อย

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่