posttoday
แนวทางผู้นำ

แนวทางผู้นำ

20 สิงหาคม 2556

ความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในทะเลจีนใต้ ซึ่งมีประเทศคู่ขัดแย้งที่เกี่ยวข้องด้วยหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว โดยคาดกันว่าบริเวณดังกล่าวจะมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก และเป็นข้อถกเถียงในการประชุมของกลุ่มประเทศอาเซียนทุกครั้ง เพราะมีประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้ โดยมีประเทศจีนเป็นคู่กรณีหลัก และมีความพยายามของโลกตะวันตกที่จะขยายความขัดแย้งในเรื่องนี้ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่สงครามเพื่อชะลอการเจริญเติบโตของภูมิภาคนี้ หรืออย่างน้อยก็เพื่อลดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ลงไป

ความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลในทะเลจีนใต้ ซึ่งมีประเทศคู่ขัดแย้งที่เกี่ยวข้องด้วยหลายประเทศ เช่น ประเทศจีน ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม มาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแล้ว โดยคาดกันว่าบริเวณดังกล่าวจะมีแหล่งพลังงานจำนวนมาก และเป็นข้อถกเถียงในการประชุมของกลุ่มประเทศอาเซียนทุกครั้ง เพราะมีประเทศสมาชิกอาเซียนหลายประเทศเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งนี้ โดยมีประเทศจีนเป็นคู่กรณีหลัก และมีความพยายามของโลกตะวันตกที่จะขยายความขัดแย้งในเรื่องนี้ให้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่สงครามเพื่อชะลอการเจริญเติบโตของภูมิภาคนี้ หรืออย่างน้อยก็เพื่อลดอิทธิพลของจีนในภูมิภาคนี้ลงไป

ดังนั้น แนวความคิดของประเทศไทยที่จะเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ โดยพยายามมุ่งจัดสรรประโยชน์ร่วมกันระหว่างประเทศคู่ขัดแย้ง นับเป็นเรื่องที่น่าชมเชย ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยมีบทบาทอย่างสูงในการเป็นผู้นำ จากการไกล่เกลี่ยความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ได้ โดยเชื่อว่าทุกประเทศที่เกี่ยวข้องไม่ได้ต้องการจะขยายความขัดแย้ง แต่มีความจำเป็นต้องรักษาสิทธิของประเทศตน และรัฐบาลในแต่ละประเทศก็จะต้องตอบคำถามของประชาชนว่าจะปกป้องผลประโยชน์ให้กับประเทศของตนได้อย่างไร ถ้าตอบคำถามนี้โดยจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวได้ ก็เชื่อว่าความขัดแย้งดังกล่าวน่าจะหาข้อยุติได้ หรืออย่างน้อยก็ไม่ขยายความขัดแย้งเพิ่มขึ้นจนเกิดเป็นสงครามในภูมิภาคนี้

ซึ่งถ้าหากสามารถหาข้อยุติในเรื่องการขัดแย้งนี้ได้ ก็อยากให้ได้นำโมเดลดังกล่าวมาใช้ในการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาลมูลค่าหลายล้านล้านบาท ที่จะมาทดแทนแหล่งพลังงานในอ่าวไทยที่กำลังจะหมดลงภายใน 10-15 ปีนี้ ซึ่งจะเป็นผลประโยชน์ร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชาในด้านความมั่นคงทางพลังงาน และมีพลังงานในราคาที่เหมาะสมใช้ไปได้อีกอย่างน้อย 4050 ปี อีกทั้งยังเป็นแหล่งวัตถุดิบเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลกได้ โดยคนทั่วไปไม่ค่อยจะทราบและนึกว่าเมื่อไทยกับกัมพูชาเจรจากันสำเร็จจะสามารถนำก๊าซขึ้นมาใช้ได้ในทันที ซึ่งไม่ใช่ เพราะจะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย8-10 ปี ในการสำรวจและนำก๊าซขึ้นมาใช้ได้ โดยหากมองตัวอย่างกรณีพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยมาเลเซีย ปรากฏว่าต้องใช้เวลากว่า 20 ปีหลังจากที่เจรจากันสำเร็จถึงจะสามารถนำก๊าซขึ้นมาใช้ได้ เพราะต้องใช้เวลาในการเดินท่อก๊าซใต้ทะเลด้วย ดังนั้น หากเป็นไปได้ ยิ่งเจรจากันเร็วเท่าไร ก็ยิ่งจะเป็นประโยชน์กับไทยเท่านั้น มิเช่นนั้นไทยก็จะต้องเสียค่าใช้จ่ายทางพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างมากหากต้องพึ่งพาการนำเข้า หลังจากที่แหล่งพลังงานที่มีอยู่หมดลง ผู้เขียนต้องขอประทานโทษที่ต้องตอกย้ำเรื่องนี้บ่อยๆ เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์กับประเทศอย่างแท้จริง ทั้งทางด้านความมั่นคงทางพลังงานและรายได้ของประเทศที่จะได้รับ ซึ่งเฉพาะค่าภาคหลวงอย่างเดียวปีหนึ่งประเทศไทยได้รับกว่าหนึ่งแสนห้าหมื่นล้านบาทแล้ว ส่วนเรื่องที่มีการโจมตีว่าอาจจะเกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งไม่น่าจะมีได้ และถ้ามีก็สามารถจะดำเนินการทางกฎหมายได้ แต่ประโยชน์ของประเทศและประชาชนจะต้องเกิดขึ้นก่อน

การที่ประเทศไทยจะเป็นผู้นำของกลุ่มประเทศอาเซียนได้นั้น นอกจากจะต้องมีความพร้อมในหลายด้านแล้ว ยังจะต้องเป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิกด้วย มีคำถามว่าทำไมประเทศไทยไม่ให้เงินกู้เพื่อช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้น ซึ่งเงินกู้นี้ส่วนมากก็จะถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงสาธารณูปโภคพื้นฐานให้กับประเทศเพื่อนบ้านและทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเจริญแล้วก็ส่งผลดีมาให้กับประเทศไทย โดยจะซื้อสินค้าไทยมากขึ้น ซึ่งผู้เขียนเองเห็นด้วยอย่างยิ่ง และแนวความคิดที่จะใช้เงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาคที่เคยเสนอไว้นั้น ประโยชน์ด้านหนึ่งก็คือการทำให้ประเทศไทยสามารถให้กู้เพื่อช่วยเหลือกับประเทศเพื่อนบ้านในรูปเงินบาทได้ หรืออาจจะตั้งในรูปกองทุนโดยให้ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มีผลประโยชน์ และต้องการมีอิทธิพลในภูมิภาคนี้ เช่น จีน สหรัฐ ญี่ปุ่น ฯลฯร่วมลงขันเพื่อพัฒนาภูมิภาคนี้ โดยประเทศเพื่อนบ้านจะได้พัฒนาไปพร้อมๆ กับไทย และเป็นทั้งแหล่งผลิตสินค้าเพื่อส่งออกและตลาดสินค้าของไทยในอนาคตซึ่งประเทศไทยจะเจริญมากสุดและได้เงินกู้คืนแน่ เพราะประเทศเพื่อนบ้านเหล่านี้จะมีทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะในรูปของพลังงานมาจ่ายคืนเงินกู้ได้ ไม่ว่าจะเป็น เมียนมาร์ ลาว หรือกัมพูชา และประเทศเหล่านี้ยังมีประชากรที่ยังมีความต้องการในสินค้าไทยเป็นจำนวนมาก และไทยก็ได้ดุลการค้ากับประเทศเหล่านี้มาตลอด ยิ่งให้เท่าไรก็จะทำให้ไทยได้ประโยชน์กลับมามากยิ่งกว่า แต่ในอดีตยังมีบทเรียนที่เป็นปัญหา เช่น รัฐบาลในอดีตเคยปล่อยกู้กับประเทศเมียนมาร์ แต่ถูกตัดสินว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน ทั้งๆ ที่การตัดสินใจกับซื้อสินค้าใดเป็นสิทธิของประเทศนั้น และปริมาณก็ไม่ได้มาก หรือการที่รัฐบาลที่แล้วไปเล่นแง่จนทำให้รัฐบาลกัมพูชาออกมาปฏิเสธไม่ขอรับเงินกู้ช่วยเหลือจากไทย เป็นต้น ซึ่งไทยคงต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่

ไหนๆ ก็จะมีสภาปฏิรูปกันแล้ว จึงขอฝากช่วยคิดด้วยว่าแนวทางที่เหมาะสมควรเป็นอย่างไร

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน