
ปตท.ตั้งวงปล่อยกู้กันเอง
แก้แบงก์ติดบาเซิล3ชนเพดานให้สินเชื่อกลุ่มเตรียมตั้งบริษัทลูกบริหารเงินสดเพิ่ม
แก้แบงก์ติดบาเซิล3ชนเพดานให้สินเชื่อกลุ่มเตรียมตั้งบริษัทลูกบริหารเงินสดเพิ่ม
กลุ่ม ปตท. ตั้งธนาคารปล่อยกู้กันเอง แก้เกมธนาคารเข้มงวดปล่อยกู้
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า แผนงานกลุ่ม ปตท.ในปี 2558 จะเปิดดำเนินการตั้งอินเฮาส์แบงก์แบบเต็มรูปแบบ เพื่อใช้บริหารจัดการเงินกระแสสดระหว่างบริษัทในเครือ โดยเป็นการให้กู้ยืมภายในระหว่างบริษัทในเครือเท่านั้น ซึ่งมีอยู่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแก้ปัญหาที่ธนาคารเข้มงวดในการปล่อยกู้ตามกฎบาเซิล 3 เนื่องจากสถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งมีข้อจำกัดในการปล่อยเงินกู้ให้กลุ่มบริษัทใดบริษัทหนึ่งได้ไม่เกินวงเงินที่กำหนดไว้ ตามหลักเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ (Single Lending Limit) โดยขณะนี้บริษัทได้เริ่มทยอยปล่อยเงินกู้ระหว่างบริษัทในเครือแล้ว โดยมีการคิดอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้
“เดิมต่างคนต่างทำระดมทุนเอง ซึ่งหาก PTT บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) กู้พร้อมกันธนาคารคงปล่อยกู้ไม่ไหว เพราะความต้องการเงินของเราใหญ่มาก ต้องมาเริ่มช่วยกันแก้ปัญหา เอาเงินมาบริหารกู้ยืมกันเองภายในก่อน ถ้าเงินขาดค่อยไปเอาจากข้างนอก คือ บางองค์กรเงินเหลือ บางองค์กรเงินขาด ก็เอามาบาลานซ์กัน เอาที่เหลือมาฝาก ส่วนดอกเบี้ยเป็นอัตราที่แข่งขันได้ ซึ่งเฉพาะพอร์ต ปตท.เองบริหารอยู่ก็ปีละ 2.83 แสนล้านบาท ตกราว 1 หมื่นล้านบาทต่อวัน” นายสุรงค์ กล่าว
นอกจากนี้ ในช่วงปลายปีนี้ยังมีแผนตั้งบริษัทลูกเพื่อทำ Regional Treasury Centre (RTC) ในประเทศสิงคโปร์ เนื่องจากเป็นประเทศที่มีกลไกที่มีความคล่องตัวเพื่อใช้บริหารเงินสด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานอินเฮาส์แบงก์ เพื่อบริหารรายได้ที่เกิดจากการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 30% ของกลุ่ม โดยช่วงแรกจะเริ่มต้นจากการบริหารให้กับบริษัท 9 แห่งในเครือ จากทั้งบริษัทในเครือต่างประเทศทั้งหมดที่มีประมาณ 100 แห่ง จากบริษัทในเครือที่มีรวมกันทั้งในและต่างประเทศทั้งสิ้นรวมกัน 300 แห่ง พร้อมทั้งในอนาคตยังมีแผนที่จะตั้งบริษัทลูกเพื่อบริหารเงินสดเพิ่มอีกในอนาคตทั้งในอังกฤษและสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ปัจจุบันบริษัทไม่มีปัญหาสภาพคล่องและการบริหารเงินสด ซึ่งมีอยู่ในระดับสูง ขณะที่อัตราหนี้สินต่อทุนยังอยู่ในระดับปกติประมาณ 0.4 เท่า ทั้งนี้ในไตรมาส 4 มีแผนที่จะออกหุ้นสกุลเงินบาทจำนวนวงเงินระหว่าง 13 หมื่นล้านบาท เพื่อทดแทนหุ้นเดิมที่กำลังจะครบอายุเป็นหลัก ซึ่งเป็นโครงการรอยัลตีโปรแกรมเพื่อสร้างความผูกพันกับพันธมิตรนักลงทุนในระยะยาว ซึ่งคาดว่าจะมีอายุระหว่าง 510 ปี และจะพิจารณาอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมตามภาวะตลาดซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณาจังหวะในการออก เพราะประเมินแนวโน้มทิศทางอัตราดอกเบี้มีโอกาสปรับขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังจากผลของการถอนมาตรผ่อนคลายเชิงปริมาณ(คิวอี) ออกไปแล้ว ทั้งนี้ภายหลังออกหุ้นกู้ดังกล่าวภาระดอกเบี้ยจะยังอยู่ใกล้เคียงระดับเดิมที่ประมาณ 4.8% อีกทั้งยังมีแผนที่ยืดอายุพอร์ตหนี้ให้ยาวขึ้นจากปัจจุบันที่มีอายุเฉลี่ย 8 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับอายุโครงการระยะยาวของบริษัทที่มีอายุ 10-30 ปี
นอกจากนี้ ในปีนี้บริษัทยังชะลอการลงทุนบางโครงการในต่างประเทศออกไปมูลค่ารวมประมาณ 4หมื่น ล้านบาท แต่ยังอยู่ในกรอบแผนการลงทุน 5 ปีเดิมของบริษัทที่วางงบลงทุนรวมไว้ที่ประมาณมากกว่า 3 แสนล้านบาท โดยการเลื่อนการลงทุนในต่างประเทศออกไปดังกล่าวสอดคล้องบางธุรกิจที่ชะลอตัวลงในระยะสั้น อาทิ โครงการพัฒนาเหลือถ่านหินที่บริษัทมีแหล่งปริมาณสำรองที่ยังไม่พัฒนาขึ้นมาอยู่ทั้งในบรูไน และมองโกเลีย หลังราคาถ่านหินปรับลดลงไปที่ระดับ 80 เหรียญสหรัฐ/ตัน แต่ยังมองว่าในระยะยาวธุรกิจถ่านหินยังมีอนาคตซึ่งมาจากความต้องการใช้ของประเทศกำลังพัฒนา







