
ระบบนิเวศปนเปื้อน
หลายประเด็นคำถามด้านสิ่งแวดล้อมผุดขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล รั่วลงสู่ท้องทะเลอ่าวไทย
หลายประเด็นคำถามด้านสิ่งแวดล้อมผุดขึ้น หลังเกิดเหตุการณ์น้ำมันดิบของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล รั่วลงสู่ท้องทะเลอ่าวไทย โดยหากอ้างอิงจากข่าวที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ ก็น่าตั้งข้อสังเกตในประเด็นสำคัญเรื่องหนึ่ง นั่นคือ ในช่วงเวลานั้น นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมจากสถาบันต่างๆ ล้วนแต่ออกมาแสดงข้อวิตกเป็นเสียงเดียวกัน ว่า แม้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะคลี่คลายลงไปแล้ว ไม่เหลือคราบน้ำมันดำๆ ให้รกสายตา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาด้านผลกระทบต่อระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมในระยะยาวจะจบลงไปด้วย
ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า แม้ปัญหาดังกล่าวจะหายไปจากสายตามนุษย์ แต่อาจจะไม่ใช่จากสิ่งแวดล้อม ซึ่งยังต้องพิจารณาหลายปัจจัยร่วมกัน
“ระบบนิเวศทั้งหมดได้รับผลกระทบอะไรบ้าง เป็นสิ่งที่แต่ละหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐเอกชน หรือกระทั่งสถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องลงไปเก็บข้อมูลเป็นระยะๆ นำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิมที่มี เพื่อประเมินผลกระทบไปในอนาคตเพราะอาจจะมีสารเคมี หรือโลหะหนักบางชนิดที่มีในน้ำมันดิบ ปนเปื้อนหรือสะสมในสิ่งมีชีวิตและถ่ายทอดตามห่วงโซ่อาหารในทะเลสู่ผู้บริโภคขั้นสูงได้”
รองคณบดี คณะประมง อธิบายอีกว่านักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ ต้องลงไปหาคำตอบจากบริเวณที่เกิดเหตุในวงกว้างที่น้ำมันรั่ว ซึ่งต้องตีวงสำรวจจากจุดที่คราบน้ำมันดิบที่แผ่ออกไปบนผิวทะเลกว้าง 2 กิโลเมตร ก่อนเคลื่อนตัวไปยังเกาะเสม็ด เป็นระยะทาง 40 กิโลเมตร หรือคิดเป็นพื้นที่ทั้งหมดรวมกัน 80 ตารางเมตร โดยต้องสืบค้นว่าน้ำมันที่ถูกสารเคมีฉีดให้จมลงว่ามีลักษณะอย่างไร เพราะโดยปกติน้ำมันซึ่งถูกสารสลายคราบน้ำมันฉีดพ่นจะแตกเป็นอณูน้ำมันเล็กๆ จมลึกลงไปใต้ท้องทะเลประมาณ 10 เมตร อณูเล็กดังกล่าวจะสลายไปได้ โดยมีแบคทีเรียที่มีอยู่ในน้ำมาทำหน้าที่ ย่อยสลายไปตามธรรมชาติ
อย่างไรก็ดี ข้อที่น่ากังวล คือเรื่องน้ำมันที่แตกตัวแล้ว ซึ่งยังมีโอกาสสร้างผลกระทบกับท้องทะเลได้อีกครั้ง หากถูกพัดไปยังที่ตื้นหรือกระทบพื้น อณูดังกล่าวจะเริ่มฝังลงไปในตะกอนใต้ทะเล ซึ่งเป็นจุดที่ไม่มีออกซิเจนหรือแสงแดดเพียงพอที่จะย่อยสลาย กรณีนี้ตะกอนน้ำมันอาจจะกลายเป็นฟิล์มที่เคลือบให้สัตว์ในระบบห่วงโซ่อาหารให้ตายได้
ตะกอนน้ำมันจะทำให้ไส้เดือนทะเลซึ่งเป็นอาหารของสัตว์อื่นๆ ตายลง รวมไปถึงแพลงก์ตอนหรือจุลชีพในระบบห่วงโซ่อาหารทั้งในน้ำและหน้าดิน ก็เสี่ยงจากกรณีดังกล่าวเช่นกัน
แต่ทั้งหมดก็เป็นเพียงข้อกังวลที่คาดการณ์ล่วงหน้า โดยยังไม่มีผลการตรวจวัดมาชี้ขาดเรื่องความปลอดภัย
ในเวลาต่อมา คำตอบในเรื่องนี้ก็ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อ กรมควบคุมมลพิษก็ออกมายอมรับว่า อ่าวพร้าวและอ่าวทับทิม บนเกาะเสม็ด มีปริมาณสารปรอทที่สูงกว่าค่ามาตรฐานถึง 29 เท่า นักวิชาการหลายคนก็ออกมาแสดงความกังวลว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารในทันที
เนื่องจากกรณีดังกล่าว อาจจะส่งผลต่อความปลอดภัยในการบริโภคอาหารทะเลที่มีการปนเปื้อนของสารปรอท ผ่านระบบห่วงโซ่อาหาร ซึ่งหมายถึง สารปรอทจะถูกดูดซึมผ่านสาหร่าย พืช หรือแพลงก์ตอน ก่อนถูกส่งผ่านต่อไปยังปลาเล็กๆ ที่กินเข้าไป สารปรอทซึ่งไม่ถูกขับออกมาจะสะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ เพื่อรอเวลาถูกส่งต่อไปอีกทอดหนึ่ง ยังปลาขนาดใหญ่เรื่อยๆ จนในที่สุดก็ไปจบลงที่ปลายสุดของห่วงโซ่อาหาร ก็คือมนุษย์ กระบวนการเหล่านี้อาจใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี
โดยหากยกกรณีการปนเปื้อนซึ่งแม้จะแตกต่างกันในเชิงปริมาณ แต่ก็สามารถยกกรณีที่เคยเกิดขึ้นในทำนองเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่น ในอดีตมาเทียบเคียงให้เห็นภาพได้
ย้อนกลับไปปี 2451 บริษัท ชิสโสะ เปิดโรงงานเคมีขึ้นในเมืองมินามาตะ ผลิตปุ๋ย ขยายกิจการ ตามแผนพัฒนาอุตสาหกรรมเคมีของญี่ปุ่น โดยเริ่มผลิตอะเซทิลีน อะซีทัลดีไฮด์ กรดอะซีติก ไวนิลคลอไรด์ ออคทานอล และสารเคมีอื่นๆ ต่อมาจึงพัฒนาจนเป็นโรงงานที่มีความก้าวหน้ามากที่สุด ทั้งก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ของเสียจากโรงงานถูกปล่อยลงอ่าวมินามาตะ แม้จะผ่านระบบกำจัดน้ำเสียของโรงงาน แล้ว แต่ก็ยังสร้างมลภาวะสะสมในระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ผลกระทบที่เห็นชัดในระยะแรก คือ การทำประมงจับปลาได้น้อยลง
น้ำเสียจากโรงงาน คือสารพิษที่อยู่ในน้ำทิ้งที่ระบายสู่ทะเล ในช่วงเวลา 30 ปี จึงมีสิ่งมีชีวิตในอ่าวมินามาตะเสียชีวิตทั้งคนและสัตว์เลี้ยง เพราะบริโภคสัตว์น้ำในทะเลแถวนั้น
ปี 2499 แพทย์ท้องถิ่นเริ่มสังเกตเห็นอาการชักกระตุกในเด็กจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทรวงสาธารณสุขประกาศว่าเป็นโรคระบาดกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง จากการสืบสวนจึงพบว่าผู้ป่วยมักจะมาจากครอบครัวเดียวกัน ที่บริโภคอาหารหลักคือ ปลา หอย จากอ่าวมินามาตะ และสรุปได้ว่า สาเหตุมาจากโลหะหนักในอาหารทะเล และเริ่มสงสัยที่น้ำเสียจากโรงงาน
นักประสาทวิทยาชาวอังกฤษ ชื่อ ดักลาส แมคอัลไพน์ (Douglas McAlpine) ชี้ว่า อาการของผู้ป่วยคล้ายอาการของพิษปรอทจึงมุ่งเข้ามาที่ปรอท ผลการสำรวจในปี 2502 ได้พบปริมาณปรอทที่น่าตกใจมากทั้งในปลา หอย ตะกอนดิน รวมทั้งในลำคลองระบายน้ำเสียของโรงงานด้วย ที่ปากน้ำพบปริมาณปรอท 2 กก.ต่อตะกอนดิน 1 ตัน ในเส้นผมพบสูงสุด 705 ppm เทียบกับ 4 ppm ของคนที่อยู่นอกอ่าวนี้
สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้อาการเจ็บป่วย ถูกตั้งชื่อว่า “โรคมินามาตะ” และถือเป็นโศกนาฏกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่โลกยากที่จะลืมได้ ข้อมูล ณ เดือน มี.ค. 2544 จำนวนเหยื่อ 2,265 คน เสียชีวิตแล้ว 1,784 คน การฟื้นฟูเยียวยายังคงดำเนินต่อไป สหประชาชาติ ให้ความสำคัญกับปัญหาปรอทถึงขั้นกำลังพิจารณายกระดับเป็นอนุสัญญา “มินามาตะ”







