posttoday
คาดกนง.คงดอกเบี้ยในการประชุม21ส.ค.

คาดกนง.คงดอกเบี้ยในการประชุม21ส.ค.

18 สิงหาคม 2556

กสิกรไทย คาด ที่ประชุมกนง. 21 ส.ค. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อ ภายใต้สัญญาณบวกเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว

กสิกรไทย คาด ที่ประชุมกนง. 21 ส.ค. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายต่อ ภายใต้สัญญาณบวกเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว


ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่า ในการประชุมรอบที่หกของปี 2556 ในวันที่ 21 สิงหาคม 2556 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.50% ท่ามกลางสัญญาณเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของประเทศที่พัฒนาแล้วขนาดใหญ่ ที่น่าจะช่วยส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และการค้าระหว่างประเทศในช่วงครึ่งปีหลัง รวมทั้งคงช่วยลดผลกระทบของการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนลงบางส่วน ขณะที่ทางเลือกในการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ กนง. เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจค่อนข้างจำกัด จากสถานะหนี้ภาคครัวเรือนที่ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งอาจสร้างความเสี่ยงต่อเสถียรภาพของเศรษฐกิจในระยะยาวได้

พัฒนาการเชิงบวกของประเทศพัฒนาแล้ว และโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐน่าจะช่วยประคับประคองความต่อเนื่องของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

จากพัฒนาการของเศรษฐกิจประเทศพัฒนาแล้วขนาดใหญ่ที่เริ่มมีทิศทางปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีพัฒนาการของการฟื้นตัวที่ค่อนข้างชัดเจน รวมถึงเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่มีการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของ BOJ และแผนการฟื้นฟูประเทศของนายกรัฐมนตรี ชินโซ อาเบะ ก็เริ่มช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจญี่ปุ่นน่าจะกลับมาขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพอีกครั้ง นอกจากนี้ เศรษฐกิจในยูโรโซนก็เริ่มมีพัฒนาการเชิงบวก และสามารถหลุดพ้นภาวะถดถอยที่เป็นมาอย่างต่อเนื่องถึง 12 ไตรมาส โดยกลับมาขยายตัว 0.3% QoQ ในไตรมาส 2/2556  ทำให้คาดว่าผลจากการฟื้นตัวที่เด่นชัดขึ้นของเศรษฐกิจประเทศ G3 ที่มีสัดส่วนของขนาด GDP เกินกว่า 50% ของ GDP โลก น่าจะค่อยๆ ส่งผ่านไปยังปริมาณการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งรวมไปถึงภาคการส่งออกของไทยให้ทยอยปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 เป็นต้นไป หลังจากที่ชะลอลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงที่ผ่านมา อันเป็นผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน

มองไปข้างหน้า โครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐที่คาดว่าจะเริ่มทยอยเกิดขึ้นในปีหน้า ก็น่าจะเป็นอีกปัจจัยที่จะช่วยประคองความต่อเนื่องของการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทย  แม้ว่าการขยายตัวของการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนอาจจะแผ่วลงไปบ้าง หลังจากที่ขยายตัวไปมากในช่วงก่อนหน้า นอกจากนี้ การลงทุนเพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในช่วงปลายปี 2558 ก็คงมีส่วนช่วยหนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเช่นกัน เนื่องจากประเทศไทยนั้นเป็นประตูสำคัญไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และกัมพูชาซึ่งมีศักยภาพในการขยายตัวของเศรษฐกิจในระดับสูง

การปรับเปลี่ยนมุมมองการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด คงจะเป็นปัจจัยหลักที่อาจจะส่งผลต่อตลาดการเงิน และสร้างความท้าทายในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทย

ท่าทีการดำเนินนโยบายการเงินของของธนาคารกลางประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) นั้น ส่งผลต่อตลาดเงินและตลาดทุนทั่วโลก โดยนับตั้งแต่แถลงการณ์ของประธานเฟดต่อสภาคองเกรสในวันที่ 22 พ.ค. 56   ล่าสุดเจ้าหน้าที่เฟดหลายๆ ท่านได้ออกมาแสดงความเห็นถึงโอกาสที่เฟดจะเริ่มปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลงในช่วงปลายปีนี้ อันทำให้ตลาดเริ่มปรับเปลี่ยนคาดการณ์และส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวในปัจจุบันทรงตัวอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ซึ่งบ่งชี้ว่าช่วงเวลาที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำเป็นพิเศษใกล้จะถึงเวลาสิ้นสุดแล้ว ในขณะที่กระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ได้ส่งผลมายังภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายที่เริ่มไหลออกจากภูมิภาคอันส่งผลให้ค่าเงินในหลายๆ ประเทศกลับมาอ่อนค่าลง รวมทั้ง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรในภูมิภาคเอเชียโดยเฉพาะพันธบัตรระยะกลางและระยะยาวปรับตัวสูงขึ้น

ทั้งนี้ คงต้องยอมรับว่า อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันนั้น อยู่ในระดับที่อาจจะต่ำกว่าระดับปกติ ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบายแบบพิเศษ  (Unconventional Monetary Policy) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ” (QE) นั้น ได้ส่งผลต่อสภาพคล่องในตลาดโลกให้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก อันช่วยกดดันให้อัตราดอกเบี้ยโดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีพัฒนาการดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความแข็งแกร่งเพียงพอ ก็อาจทำให้เฟดตัดสินใจทยอยถอยออกจากมาตรการ QE โดยการปรับลดขนาดการซื้อสินทรัพย์ลง อันคงจะส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของประเทศต่างๆ ปรับตัวสูงขึ้นจนเข้าสู่ระดับปกติ ซึ่งคงเป็นความท้าทายต่อประเทศในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทยที่จะต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นนี้ในไม่ช้า ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านกระแสเงินทุน ค่าเงิน หรือดอกเบี้ย

ระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบัน ค่อนข้างเหมาะสมต่อการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสนันสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้า

อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันที่ร้อยละ 2.50 ถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และน่าจะเพียงพอต่อการดูแลการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ปัจจุบัน จากต้นทุนการเงินที่ยังคงอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ โดยในปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยได้รับแรงกดดันส่วนหนึ่งจากปัจจัยชั่วคราว อาทิ ภาคการส่งออกที่เผชิญแรงถ่วงจากการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ซึ่งน่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นในระยะข้างหน้าตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าน่าจะขยายตัวดีขึ้น ในขณะที่การลงทุนภาครัฐก็อาจประสบกับความล่าช้าจากปัญหาทางเทคนิค อันอาจเริ่มทยอยดำเนินการได้ตามแผนที่วางไว้ได้ในปีหน้า นอกเหนือจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนที่คงเติบโตชะลอลงเข้าสู่ระดับปกติมากขึ้น ทั้งนี้ หากพิจารณาระดับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในปัจจุบันนั้น จะพบว่ายังคงอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย (3.00%) และเกาหลีใต้ (2.50%) เป็นต้น ขณะที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงก็อยู่ในระดับติดลบ อันสะท้อนทิศทางและท่าทีของนโยบายการเงินของไทยว่ายังคงเป็นแบบผ่อนคลาย

ขณะที่ เมื่อพิจารณาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว พบว่า การปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของหนี้ภาคครัวเรือนที่ปัจจุบันอยู่ที่ 77.5% ของ GDP เทียบกับร้อยละ 63.0% ของ GDP ในปี 2553 ทำให้การผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม อาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้ ท่ามกลางสัดส่วนการชำระหนี้ต่อรายได้ (Debt-Service Ratio) ที่ปัจจุบันสูงถึง 33.8% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความอ่อนไหวของความสามารถในการชำระหนี้ของครัวเรือนต่อความผันผวนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ทั้งนี้ ทางการไทยคงต้องจับตาดูท่าทีนโยบายการเงินและพัฒนาการทางเศรษฐกิจของประเทศเศรษฐกิจแกนหลักอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อกระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ค่าเงินบาท สภาพคล่องและภาพรวมเศรษฐกิจไทย โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า หากเศรษฐกิจไทยเริ่มปรับตัวในทิศทางที่ชะลอลงมากเกินไป ทางการก็คงมีเครื่องมือในการบริหารจัดการเพื่อให้เศรษฐกิจสามารถประคองการขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายคงเป็นเครื่องมือลำดับท้ายๆที่ทางการจะพิจารณาใช้ ท่ามกลางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอันดับต่ำที่ใกล้จะสิ้นสุดลง ซึ่งจะจำกัดทางเลือกเชิงนโยบายของทางการไทยในระยะข้างหน้า

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่