
ร่วมทางตลอดมา เคียงข้างตลอดไป
เมื่อกล่าวถึงอุตสาหกรรมรถยนต์แล้ว ขอพูดถึงบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ คือ บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย
เมื่อกล่าวถึงอุตสาหกรรมรถยนต์แล้ว ขอพูดถึงบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ คือ บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย ซึ่งผมมีบทบาทในฐานะประธานกรรมการเป็นเวลายาวนาน
บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2505 และมีอายุครบ 50 ปี ในปี พ.ศ. 2555 มีการฉลองงานใหญ่โตสมกับประวัติอันยาวนานในประเทศไทย ภายใต้สโลแกน “ร่วมทางตลอดมา เคียงข้างตลอดไป”
เมื่อเริ่มต้นบริษัทเป็นเพียงผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ที่ผลิตโดยบริษัทแม่ในประเทศญี่ปุ่น ปีหนึ่งๆ ขายรถไม่กี่พันคัน ปัจจุบันเป็นบริษัทที่มีธุรกรรมครบขบวนการ คือ ผลิตและขายในประเทศ ขายต่างประเทศ บริการก่อนและหลังการขาย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า มีโรงงานผลิตรถยนต์ 3 แห่ง มีกำลังผลิตปีละ 8 แสนคัน มีผู้แทนจำหน่ายในประเทศ 122 ราย และมี 333 โชว์รูม ครอบคลุมทุกจังหวัด
บริษัท โตโยต้า ประเทศไทย ไม่เคยมีประธานเป็นคนไทยมาก่อน
เมื่อผมเป็นคนแรกที่ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนี้จึงเป็นที่ฮือฮากันพอควรในวงการธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่น
ผมคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของจังหวะมากกว่าฝีมือ
ขณะนั้นเป็นช่วงที่บริษัท โตโยต้า ญี่ปุ่น ต้องการปรับตัวเองให้เป็นสากลมากขึ้น จึงส่งเสริมให้บริษัทลูกๆ ในต่างประเทศ ปรับตัวเช่นกัน เพราะในระยะนั้นบริษัทญี่ปุ่นยังล้าหลังบริษัทต่างชาติ อื่นๆ จึงเปิดโอกาสให้คนท้องถิ่นที่มีความสามารถขึ้นมาเป็นผู้บริหารระดับสูงได้
บริษัท โตโยต้า เหมือนกับบริษัทญี่ปุ่นทั่วๆ ไป ที่นโยบายธุรกิจถูกกำหนดมาจากบริษัทแม่ที่ญี่ปุ่น ผู้บริหารไทยเพียงรับคำสั่งและปฏิบัติตามเป็นส่วนใหญ่ คณะกรรมการเกือบทั้งหมดเป็นคนญี่ปุ่น มีคนไทยเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เป็นนักกฎหมายหรือผู้ประสานงานราชการ ภาษาที่ใช้ในการประชุมก็เป็นภาษาญี่ปุ่น และแปลเป็นไทยตามความจำเป็น
ปัจจุบันกรรมการที่เป็นคนไทยและญี่ปุ่นมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน ภาษาที่ใช้ในการประชุมเปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งถือว่าเป็นสากล
ระหว่างที่ทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการบริษัท สิ่งหนึ่งที่ผมภูมิใจมาก คือ มีส่วนผลักดันและสนับสนุนให้ผู้บริหารคนไทยที่มีความสามารถได้รับตำแหน่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท เดี๋ยวนี้มีคนไทยไม่น้อยกว่า 78 คน ที่อยู่ในระดับรองหรือผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทแล้ว
เรื่องที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการชี้นำให้บริษัทรถยนต์โดยเฉพาะของญี่ปุ่น กำหนดให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและการส่งออกในภูมิภาคนี้ เกิดจากความร่วมมือหลายๆ ฝ่าย โดยเฉพาะภาครัฐที่กำหนดนโยบายได้เหมาะสมดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว แต่นโยบายดังกล่าวจะไม่ประสบความสำเร็จ ถ้าบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดคือโตโยต้าไม่ร่วมมือ เพราะบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญๆ จะไม่ยอมมาประเทศไทย ถ้าไม่มีผู้นำที่เขาเชื่อถือ
ผมมีส่วนช่วยในเรื่องนี้บ้างไม่มากก็น้อย
ในระหว่างที่มีการแข่งขันกันเพื่อดึงดูดให้ประเทศตนเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ระหว่างประเทศไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ผมได้พบและสนทนากับผู้ใหญ่ของบริษัทโตโยต้าที่ญี่ปุ่นเป็นประจำ ได้ชี้ให้เห็นศักยภาพของประเทศไทยในด้านต่างๆ เช่น แรงงานไทยที่มีค่าแรงปานกลางและฝึกให้มีประสิทธิภาพได้ สภาพสังคมและวัฒนธรรมของคนไทยและญี่ปุ่นที่คล้ายคลึงกัน ความเป็นมิตรต่อนักธุรกิจของรัฐบาลไทย (แม้ว่าจะลุ่มๆ ดอนๆ บ้าง) และสิ่งสำคัญที่สุดคือมิตรภาพระหว่างราชวงศ์ไทยและญี่ปุ่นที่มีมาช้านาน
สิ่งเหล่านี้คงมีผลต่อความนึกคิดของผู้บริหารของบริษัท โตโยต้า บ้าง เพราะในที่สุดบริษัทตัดสินใจเลือกประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตของภูมิภาคนี้ ด้วยการสร้างโรงงานใหม่ที่อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา บนพื้นที่ 2,000 ไร่ พร้อมขยายหน่วยงานค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่บางนา ซึ่งเป็นแหล่งจ้างงานวิศวกรคนไทยเกือบหนึ่งพันคน
ที่ลุ่มลึกกว่านั้นและไม่เป็นข้อมูลที่ทราบกันแพร่หลายนัก คือ อดีตประธานของบริษัท โตโยต้า ญี่ปุ่น ดร.โชอิชิโร โตโยดะ ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่สองของผู้ก่อตั้งบริษัทนั้น มีความเคารพและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเรามาก ในช่วงสิบกว่าปีที่ท่านยังมีสุขภาพแข็งแรง ท่านได้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาและน้อมเกล้าฯ ถวายรถยนต์รุ่นใหม่ๆ เพื่อใช้ส่วนพระองค์เสมอมา
ดร.โชอิชิโร โตโยดะ มีความผูกพันกับราชวงศ์มาก น่าจะเป็นสาเหตุสำคัญอันหนึ่งที่โตโยต้าเลือกประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้
เมื่อมีตัวช่วยที่มีบารมีสูงในองค์กรก็ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น
ครั้งเกิดน้ำท่วมในประเทศไทยในปี 2554 ที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจ ชีวิต และทรัพย์สินอย่างมหาศาล นายอากิโอะ โตโยดะ ประธานบริษัท ซึ่งเป็นลูกชายของ ดร.โตโยดะ ก็ได้บินมาดูเหตุการณ์ด้วยตนเอง และกลับไปประกาศอย่างชัดเจนว่า จะไม่ทิ้งประเทศไทย จะยืนหยัดต่อสู้ไปกับคนไทย และประกาศขยายโรงงานใหม่ทันทีเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่า ร่วมทางตลอดมา เคียงข้างตลอดไป
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)







