posttoday
สภาปฏิรูปการเมือง

สภาปฏิรูปการเมือง

14 สิงหาคม 2556

เป็นแนวคิดของรัฐบาล ที่ว่าด้วยการหาทางออกให้กับประเทศ โดยเทียบเชิญไปยังบุคคลและกลุ่มคณะบุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมือง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่ “สมาชิกการปฏิรูปการเมือง” ที่มีมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาล กล่าวกันว่าจะเป็นเวทีของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองที่นำไปสู่การพัฒนาการเมืองไทย ในโอกาสนี้จึงขอวิเคราะห์พินิจการเมืองเรื่องนี้ ดังนี้

เป็นแนวคิดของรัฐบาล ที่ว่าด้วยการหาทางออกให้กับประเทศ โดยเทียบเชิญไปยังบุคคลและกลุ่มคณะบุคคลที่มีประสบการณ์ทางการเมือง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อทำหน้าที่ “สมาชิกการปฏิรูปการเมือง” ที่มีมาจากการแต่งตั้งโดยรัฐบาล กล่าวกันว่าจะเป็นเวทีของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางการเมืองที่นำไปสู่การพัฒนาการเมืองไทย ในโอกาสนี้จึงขอวิเคราะห์พินิจการเมืองเรื่องนี้ ดังนี้

1.เป็นสภาที่มีหลักการกว้างๆ ว่าจะปฏิรูปการเมือง อันหมายถึงการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิม ยังไม่มีความชัดเจนในองค์ประกอบที่มาและความสำคัญ เป็นใคร ที่ไหน อย่างไร ส่วนใหญ่มักจะเป็นชนชั้นสูง Elite เป็นลำดับแรก สัดส่วนของสมาชิกไม่แน่นอนว่ามีจำนวนเท่าใด และคำว่า “ภาคประชาชน” จะเข้าร่วมอย่างไร ที่สำคัญคือ เป็นสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงอาจไม่ใช่สภาที่คำนึงถึงเจตนารมณ์ทั่วไปแห่งประชาชน (General Will) คำตอบจากมติที่ประชุมสภา เป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่สามารถอธิบายหลักการมีส่วนร่วมของประชาชนได้หมด สภาแต่งตั้งแบบนี้ ไม่แตกต่างกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภานิติบัญญัติในยุคเผด็จการ

จำกันได้ว่าสมัย คมช.ก็ยังดีกว่านี้ คือ ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว 49 “มาตรา 5 ในการสรรหาบุคลากรเพื่อแต่งตั้งเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ให้คำนึงถึงบุคคลจากกลุ่มต่างๆ ในภาครัฐบาล ภาคเอกชน ภาคสังคม และภาควิชาการ จากภูมิภาคต่างๆ อย่างเหมาะสม” ในครั้งนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์จะคำนึงหลักการอะไรเป็นจุดสำคัญ ยังไม่สามารถอธิบายได้ชัด ทำให้คุณค่าของการปฏิรูปการเมืองที่แท้จริง

ดังนั้น สภาปฏิรูปการเมืองจึงอาจจะแย่กว่าสภาโจ๊ก หรือสภาที่ไร้หลักการ โดยเฉพาะการที่ส่วนร่วมของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการเมือง

2.เมื่อข้อ 1 สอบไม่ผ่าน และยังไม่มีระเบียบหรือกฎหมายใดบังคับใช้ ก็คงเป็นเพียง “คณะทำงานของรัฐบาล” ก็ไม่แตกต่างไปจากแนวคิดหลายสำนักที่ว่าด้วยการปฏิรูปในอดีต และมีการดำเนินการแล้ว อาจจะทำให้เสียเวลา และมีคำตอบที่ซ้ำซ้อนกัน อาทิ สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 หลัก 6 ประการของคณะราษฎร เป็นแนวทางสำคัญของการปกครองประเทศ

ต่อมาสมัยรัฐบาลนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ได้กำหนดขั้นตอนการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินออกเป็น 3 ระยะ ระยะละ 4 ปี รวมทั้งสิ้น 12 ปี แต่ไม่เป็นผล และอาจศึกษาดูได้จากข้อเสนอของ ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ บนแนวทางของคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย (คพป.) ที่มี นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธานในช่วงปี 2538 อันนำไปสู่การจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ 40 ขึ้นมา นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองที่มุ่งเน้นการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐโดยองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญ 50 สนับสนุนให้มี “แผนพัฒนาการเมือง” โดยให้รัฐบาลจัดตั้ง “สภาพัฒนาการเมือง” มีหน้าที่จัดทำแผนและติดตามแผนนี้อย่างเคร่งครัด รวมถึงในรัฐบาลยุคอภิสิทธิ์ ที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ทำงานคู่ขนานกับคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง โดยนายดิเรก ถึงฝั่ง วุฒิสภานนทบุรี เป็นประธาน กล่าวได้ว่า ประเทศไทยเรามีแนวคิดเรื่องปฏิรูปการเมืองมาหลากหลายและยาวนานมากแล้วครับ ยังไม่รวมถึงงานวิจัยของสภาวิจัยแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ที่มากมาย แปลกตรงที่ว่ามีการปฏิรูปการเมืองครั้งใด ต้องนับหนึ่งใหม่ทุกทีไป

3.เนื้อหาอะไรบ้าง เป้าหมายเพื่อใคร แบบไหน และอย่างไร คงเป็นคำถามที่ชวนสงสัย ปฏิรูปแล้วก็ไม่ต่างจากข้อ 2 ที่หลายฝ่ายให้ความคิดเห็นไว้แล้ว โดยเฉพาะแนวทางของ “แผนพัฒนาการเมือง พ.ศ. 2550” โดยกล่าวถึง 6 ยุทธศาสตร์เพื่อพัฒนาการเมืองไทย ได้แก่

ยุทธศาสตร์ที่ 1 การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ และส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม

ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมทางการเมือง

ยุทธศาสตร์ที่ 3 คุณธรรมและจริยธรรมของผู้นำและนักการเมือง

ยุทธศาสตร์ที่ 4 ธรรมาภิบาลทางการเมืองและการบริหาร

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ความมั่นคง การจัดการความขัดแย้งและการสร้างสังคมสมานฉันท์

ยุทธศาสตร์ที่ 6 การกระจายอำนาจและสร้างความเป็นธรรมในการบริหารทรัพยากร

โดยทั้ง 6 ยุทธศาสตร์นี้ เกี่ยวข้องกับ “สภาพัฒนาการเมือง” โดยตรง ทำหน้าที่ติดตามสอดส่องให้เป็นไปตามแผนพัฒนาการเมือง หากรัฐบาลไม่ใช้องค์กรนี้ก็ไร้ค่า น่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะองค์ประกอบที่มาของสภาพัฒนาการเมืองน่าจะตอบโจทย์ความชอบธรรมทางการเมือง ในแง่ของการมีความชอบธรรมทางการเมืองของประชาชนได้มากกว่า มีความเป็นพหุสังคมมากกว่า “เฉพาะกลุ่มชนชั้น” จึงขอเชิญชวนรัฐบาลคิดใหม่ ทำใหม่ ว่า การปฏิรูปการเมืองไม่ใช่ทำเฉพาะกิจ หากแต่ต้องมีแผนงาน และไม่สำคัญไปกว่า “ผู้เข้าร่วมการปฏิรูป” โดยสภาวะปกตินั้น สภาปฏิรูปการเมืองที่ควรเป็น คือ การต่อยอดจากทุนทางการเมืองที่ไม่ควรละเลยองค์กรภายใต้รัฐธรรมนูญทุกกลุ่มองค์กรได้ เข้ามาทำ “สัตยาบันร่วมกันก่อน” เพราะหากไร้ซึ่ง “สัตยาบันร่วมกัน” ก็ไม่มีวันหยุดทะเลาะกันได้ หนีไม่พ้นการเจรจาของกลุ่มแกนนำทุกฝ่ายที่แท้จริง

4.การสร้างบรรยากาศปรองดองทางการเมือง ต้องมาก่อนการปฏิรูปการเมือง หมายความว่า รัฐจะต้องดำเนินการใดๆ ที่ต้องไม่สร้างความไม่วางใจต่อกันและกันกับทุกฝ่าย “ต้องมีความพยายามใช้แนวทางสันติ โดยเฉพาะการปรึกษาหารือหรือการเจรจากับกลุ่มการเมืองที่มีบทบาททางการเมืองสูง ให้โน้มเอียงมาสู่แนวทางสายกลางด้วยกัน” พิจารณาถึง “ทุนทางการเมือง” หรือประโยชน์สูงสุดทางการเมืองที่เป็นอยู่ควรต่อยอด หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับระบบการเมืองได้อย่างไร ระบบการเมืองที่ไม่ใช่เพื่อของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ดังนั้นการสร้างบรรยากาศปรองดองทางการเมืองเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายครับ ต้องใช้เวลา ที่สำคัญคือ การยืนยันหลักการแห่งนิติรัฐหรือกฎหมายสูงสุดอย่างเท่าเทียมกัน กฎหมายมีเครื่องมือที่นำไปใช้ให้เกิดบรรยากาศที่ดีได้ แต่ไม่ใช่ใช้หลักการเสียงข้างมากเพื่อล้มล้างกฎหมาย จักนำมาซึ่งบรรยากาศทางการเมืองที่แย่ลงไป ไม่เกิดสมดุลทางการเมือง อาจนำไปสู่สภาพความวุ่นวาย หรือความรุนแรงทางการเมืองขึ้นมาใหม่ได้อีก ควรเป็นก้าวที่สำคัญที่รองนายกรัฐมนตรี พงศ์เทพ ได้ก้าวเดินไปหาบุคคลชั้นนำทางการเมือง ทำให้บรรยากาศทางการเมืองโน้มเอียงไปสู่แนวความคิดแบบชนชั้นนำ เท่านั้นหรือที่เป็นผู้ตัดสินใจทางการเมือง ทั้งๆ ที่ “รัฐบาลมีโครงการ” พูดจาหรือเสวนาหาทางออกประเทศไทย 108 เวทีทั่วประเทศ ไม่คุยกันวันนี้ จะไปคุยกันวันไหน ร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไตยแสวงหาความเป็นธรรม

ตกลงจะบรรจบกับสภาปฏิรูปกันอย่างไรครับ เป็นเวทีปาหี่ทางการเมืองอีกหรือไม่ ประเมินผลตามจริงแล้วเป็นอย่างไร ก็คงไม่อยากให้เงินงบประมาณแผ่นดินมาทำแบบแก้บนขอไปที ไม่มีความรับผิดชอบ อนุชนรุ่นหลังคงเอาแบบอย่างไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ “เราต้องรู้จักวัฒนธรรมทางการเมืองของเรา แล้วจะแก้ปัญหาได้ พูดง่ายๆ ว่าสันดานทางการเมืองไทยต้องแก้ด้วยสันดานคนไทยด้วยกันครับ”

ข่าวล่าสุด

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน

“ศุภณัฐ” แฉงบเยียวยาน้ำท่วม 5,290 ล้านใกล้หมด แต่ประชาชนอีก 1.7 ล้านรายยังไม่ได้เงิน